คลังเก็บป้ายกำกับ: ออกกำลังกาย

ช่วยลดน้ำหนัก หุ่นสวยใครก็อยากมี ว่ายน้ำ เพื่อหุ่นสวย

ว่ายน้ำ สดชื่นอากาศบ้านเราตอนนี้มีแต่ร้อนและร้อนขึ้นเรื่อยๆ มีบ้างไหมที่อากาศร้อนๆแบบนี้จะทำให้ความรู้สึกอยากออกไปวิ่งไม่กระตือรือร้นเหมือนอย่างเคย ซึ่งการคาร์ดิโอเพื่อการลดน้ำหนักนั้นไม่ได้มีแค่การออกไปวิ่งเพียงอย่างเดียว เพียงแต่การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์และใช้สถานที่มากมาย ซึ่งสะดวกและสบายกว่าการไปทำกิจกรรมออกกำลังกายแบบอื่นๆ

อย่างไรก็ดีการออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนักนั้นจะเลือกกิจกรรมใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นประกอบเสียงเพลง หรือเล่นกีฬาอะไรก็ได้ที่ชื่นชอบ โดยควรหาเวลาทำกิจกรรมให้ได้ 60-90 นาทีต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 30 นาทีต่อวัน จำนวน 3-4 ต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการจัดโภชนาการและคุมอาหารอย่างถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็ทำให้การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ยังมีกิจกรรมการออกกำลังกายอีกอย่างนึงที่สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานงานและ ช่วยกระชับหุ่นสวยได้ไม่แพ้การวิ่งเลยนั้นก็คือ “การว่ายน้ำ” การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่เคยได้รับความนิยมมาก แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างทำให้คนหลงลืมไปว่าความจริงการว่ายน้ำถือเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ให้ประโยชน์แบบครบครัน อ่อนโยน แรงกระแทกน้อย และยังเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบการคาร์ดิโอ และออกแรงต้านแบบเวทเทรนนิ่งไปพร้อมๆกัน

ว่ายน้ำ ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร
การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบการคาร์ดิโอ (Cardiovascular exercise) ที่ใช้กล้ามเนื้อมัดหลักทั่วร่างกายในการออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงานจึงสามารถใช้เป็นกิจกรรมเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักได้ การว่ายน้ำสามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้ตั้งแต่ 90-550 kcal โดยปริมาณจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว เพศ วัย ระยะเวลา ความต่อเนื่อง และความหนักของกิจกรรม

ปริมาณการเผาผลาญพลังงานของการว่ายน้ำแต่ละท่า (ตัวอย่างจากคนน้ำหนักเฉลี่ย 58 กิโลกรัม)
ท่าฟรีสไตล์ (Freestyle) ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ราวๆ 68.8 กิโลแคลอรี่ต่อ 10 นาที ช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ท้อง และ ไหล่ให้แข็งแรง
ท่ากบ (Breaststroke) ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ได้ราวๆ98.3 กิโลแคลอรี่ต่อ 10 นาที ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ขา แขน หน้าอก และหัวไหล่
ท่ากรรเชียง (Backstroke) ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ได้ราวๆ 68.8กิโลแคลอรี่ต่อ 10 นาที และยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อบริเวณท้อง ต้นขา และหัวไหล่ อ่านเพิ่มเติม

เด็กไทยอ้วน ขึ้นแค่ไหน ลดอย่างไรไม่อันตราย

เด็กไทยอ้วน ขึ้นแค่ไหน ลดอย่างไรไม่อันตราย
วันเด็กเพิ่งผ่านไป ถือโอกาสขอนำเสนอเรื่องของเด็กๆกันบ้าง เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า จะเป็นกำลังผู้ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ทะว่า ถ้าหากเด็กวันนี้มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง จะเอากำลังที่ไหนไปพัฒนาประเทศได้ ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ทั้งสภาพเศรฐกิจสังคม บีบคั้นให้สังคมหน่วยเล็กๆอย่างครอบครัวเปลี่ยนไป พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทำงาน และฝากชีวิตลูกน้อยไว้กับเนอสเซอรี่และโรงเรียน เวลาดูแลกันและกัน ทานข้าวด้วยกันน้อยลง ต้องอาศัยให้ลูกเลือกทานอาหารด้วยตนเองบ้าง หรือแวะทานตามร้านระหว่างทางก่อนกลับบ้านบ้าง เพราะด้วยสภาพการจราจร และระยะเวลาในการเดินทาง อีกทั้งการเลือกทานอาหารและวัฒนธรรมการทานอาหารของเด็กๆเองก็เปลี่ยนไป ทั้งขนมนมเนย อาหารฟาสฟู้ดถือเป็นสิ่งโปรดปรานของเด็กๆ ขนมและอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วย แป้ง น้ำตาลและเกลือจำนวนมาก ทำให้เด็กมีสถานภาพทางโภชนาการที่แย่ลง
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้สถานการณ์สุขภาพของเด็กทั้งก่อนวัยเรียนและในวันเรียนเริ่มน่าเป็นห่วง จากการสำรวจพบว่าในช่วง 10 ปีหลัง เด็กไทยมีปัญหาน้ำหนักมากเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ที่สำรวจไว้ในปี 2556 แสดงว่า สัดส่วนของจำนวนเด็กไทยที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์เพิ่มขึ้นทุกปี และเด็กในกลุ่มนี้อาจมีการพัฒนาเป็นเด็กที่มีภาวะโรคอ้วนได้ และคาดว่าในปีหน้า(2558) เด็กก่อนวัยเรียนในประเทศไทยจะกลายเป็นเด็กอ้วนในสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 คือ เด็ก 5 คนจะมีเด็กอ้วน 1 คน และเด็กวัยเรียน จะมีสัดส่วนของเด็กอ้วนอยู่ที่ 1 ใน 10 ซึ่งถ้ายึดตามสถิตินี้จะถือว่าประเทศไทยมีประชากรเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลก นอกจากนี้โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สถิติยังแสดงว่าเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 และเด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 และแทบไม่ต้องสงสัยเลย ความอ้วนเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กที่เปลี่ยนไปนั้นเอง อ่านเพิ่มเติม

5 ท่า 10 นาที! ลดพุง เพื่อคนที่คุณรัก ชีวิตดี๊ดี

ออกกำลังกาย
ออกกำลังกาย

วันนี้เราจะมาบอกวิธี ที่รู้ใจสาวๆ ที่มีความขี้เกียจเล็กน้อย แถมไม่ชอบ ออกกำลังกาย แต่อยากได้อยากมีหน้าท้องแบนๆ แบบไม่ต้องทำอะไรมาก ด้วยการนำท่า ออกกำลังกาย สุดง่ายแบบนอนทำได้บนเตียงมาฝาก 5 ท่าด้วยกัน! เป็น 5 ท่า ที่ต้องบอกว่าง๊ายง่าย ขยับตัวไม่เยอะ แต่ช่วยลดพุงได้ดีจริงๆ ค่ะ ทำ 5 ท่านี้ทุกวัน ท่าละ 10 นาทีเท่านั้น จะตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือก่อนนอน ก็รับรองว่า หน้าท้องเฟิรมๆ มาแน่! เเถวฟรีสุขภาพดีอีกด้วย

 

 

1.1 นอนตะแคง แขนซ้ายตั้งศอก มือขวาเท้าเอวไว้ วางสะโพกซ้ายและต้นขาซ้ายแนบพื้น

1.2 เกร็งหน้าท้อง ยกสะโพกและต้นขาขึ้นจากพื้น ให้ลำตัวตั้งตรง

1.3 ทำข้างละ 5-10 ครั้ง

2.1 นอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้น งอเข่า ทำมุม 90 องศา ยกลำตัวด้านบนขึ้น และเหยียดแขนออกไปด้านหน้า

2.2 เหยียดขาขวาตรงออกไปด้านหน้า

2.3 จากนั้นสลับเป็นขาซ้าย เหยียดออกไปด้านหน้า

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

3.1 นอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้น งอเข่า ทำมุม 90 องศา ยกต้นคอและศีรษะขึ้น แขนทั้งสองวางไว้ด้านหลังศีรษะ

3.2 บิดลำตัวด้านบนไปทางซ้าย ให้ศอกขวาแตะเข่าซ้าย พร้อมๆ กับเหยียดขาขวาออกไป

3.3 จากนั้นสลับ บิดลำตัวด้านบนไปทางขวา ให้ศอกซ้ายแตะเข่าขวา พร้อมๆ กับเหยียดขาซ้ายออกไป

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

4.1 ยกลำตัวและขาขึ้นให้เป็นรูปตัว V งอเข่าให้ขาขนานกับพื้น ประสานมือทั้งสองข้างชี้ไปด้านหน้า

4.2 จากนั้นบิดลำตัวไปด้านขวาและทิ่มมือลงด้านขวา

4.3 จากนั้นสลับ บิดลำตัวไปด้านซ้ายและทิ่มมือลงด้านซ้าย

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

5.1 นอนหงาย เหยียดแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ แขนซ้ายวางข้างลำตัว พร้อมกับชันเข่าขวาขึ้น

5.2 ยกลำตัวและขาซ้ายขึ้น ใช้มือขวาแตะปลายเท้าซ้าย

5.3 จากนั้นสลับข้าง เหยียดแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ แขนขวาวางข้างลำตัว พร้อมกับชันเข่าซ้ายขึ้น

5.4 ยกลำตัวและขาขวาขึ้น ใช้มือซ้ายแตะปลายเท้าขวา

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

10 สิ่งควรทำ หากต้องการสุขภาพดี ปี 2020

คุณจะกลายเป็น คนดูดีมีสุขภาพแบบทำจริง พูดจริง ไม่ต้องง้ออาหารเสริม

         มีหลายคนตั้งเป้าหมายว่าปีใหม่นี้อยากจะเริ่มต้นใหม่ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ยังไม่เคยทำหรือยังทำไม่สำเร็จ บางคนก็อยากเก็บเงินให้ครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ บางคนก็ตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับหน้าที่การทำงาน ในขณะที่หลายๆ คนก็ตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับสุขภาพ แต่ถ้าเรามัวแต่พูดไม่ลงมือทำสิ่งต่างๆ ก็คงไม่เกิด มาเริ่มต้นกันที่ใกล้ตัวที่สุดนั่นคือ “สุขภาพ” วันนี้เราขอนำ 10 วิธีที่ ที่่จะทำให้ทุกคนๆ หันมาบอกว่าคุณดีขึ้นมากและดูดีที่สุดสำหรับ ปี2020

สุขภาพ
สุขภาพ

1. วิถีการกินเเห่งสุขภาพดี

        การที่เราจะมีสุขภาพดีได้นั้น หนึ่งในปัจจัยหลักอยู่ที่การกิน เพราะถ้าเรากินแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ร่างกายเราก็จะได้รับแต่สารอาหารที่ดี บางคนชอบกินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ร่างกายก็จะทำงานหนักในการขับสิ่งไม่ดีออกไป หลักการกินอย่างที่เราเคยเรียนมาง่ายๆ เลยครับ แค่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โภชนาการครบถ้วนและหลากลาย เน้นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ ขนมหรือของหวานชนิดไหนที่ให้พลังงานที่สูงมากก็ควรหลีกเลี่ยงหรือกินให้น้อยลง เครื่องดื่มก็สั่งเป็นแบบหวานน้อยเพื่อลดน้ำตาลลง อาจจะไม่อร่อยเหมือนเดิม แต่สุขภาพที่ได้กลับมานั้นจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

2. พักผ่อนให้พอดีต่อวัน วางแผนการนอนให้ดี

         ในทุกๆ วัน เราควรเข้านอนช่วง 3-5 ทุ่มเพราะเวลานี้เป็นเวลาที่ระบบภูมิต้านทานโรคจะทํางานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และสะสมพลังงานสํารองไว้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอตลอดคืน หากนอนเลยเวลาไป ถึงนอนครบ 8 ชั่วโมง ตื่นมาก็จะไม่รู้สึกสดชื่น และในช่วงเวลาตี 1-ตี 3 จะเป็นช่วงเวลาของตับขจัดสารพิษตกค้าง ถ้าช่วงเวลานี้ได้หลับ ตับจะหลั่งสารเมลาโทนินเพื่อฆ่าเชื้อโรค ทําให้หน้าอ่อนเยาว์ ถ้าใครอยากหน้าเด็กก็ควรวางแผนการนอนให้ดีนะครับ

3. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

        การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เรารู้แนวโน้มสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องจะทำให้เราได้รู้ว่า “เรายังมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง” เพื่อจะได้ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคนั้นๆ การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ มีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าการตรวจพบเมื่อมีอาการปรากฏมาระยะหนึ่งแล้ว

4. เช็คสุขภาพฟันเป็นประจำ

        ปัญหาในช่องปาก เป็นปัญหาที่พบได้กับทุกคน เพราะเราต้องใช้งานช่องปากในการกินอาหารทุกวัน หรืออย่างคนที่ชอบดื่มชา กาแฟ แล้วไม่ไปขูดหินปูนก็มีโอกาสฟันห่างได้ หรือประสบปัญหาปวดฟันจนไม่มีสมาธิทำงาน ดังนั้นปัญหาช่องปากและฟันหากถูกแก้ไขอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะง่ายและเจ็บปวดน้อยกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ

5.ทำความรู้จักกับการออกกำลังกายในตอนเช้า

          การออกกำลังกายในตอนเช้า บางคนฟังอาจจะขัดหูบ้าง เพราะตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุด แต่ถ้ามีการวางแผนการนอนที่ดีแล้ว บริหารจัดการแบ่งเวลาอีกสักนิดเพื่อการตื่นมาออกกำลังกายในตอนเช้า เชื่อได้เลยว่าสุขภาพของคุณจะเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือเพิ่มพลังสมองให้พร้อมเจองานที่หนักทั้งวัน และยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

6. ผัก น้ำเปล่า ผัก น้ำเปล่า ท่องไว้ให้ขึ้นใจ

         รู้กันดีอยู่แล้วครับว่า ถ้าจะทานอะไรที่มีประโยชน์กับร่างกายมากที่สุดก็คงไม่พ้น บรรดาพืชผักผลไม้ หรือ น้ำเปล่า คนไทยในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมีภาวะติดหวาน ต้องบอกก่อนว่าบางคนไม่ได้ตั้งใจที่จะติดของหวาน แต่ด้วยเวลาที่เร่งรีบไปหมด ทำให้ไม่มีเวลาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์สักเท่าไร และส่วนใหญ่อาหารที่เป็นจานด่วนนั้น ก็จะเต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูงมาก ดังนั้นควรต้องวางแผนและปรับพฤติกรรมของตัวเราเองเสียก่อน อาหารจานด่วนทานได้แต่ก็ควรทานให้พอดี ไม่มากจนเกินไป ถ้าเลือกได้ควรเพิ่มผักต่างๆ ลงไปในแต่ละมื้อให้มากขึ้นครับ

7. ดูแลสุขภาพของสายตา

          ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ คำนี้เราได้ยินกันมาอย่างเนิ่นนาน แต่มันก็คือความจริง ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะทำงาน เล่นเกมส์ หรือแม้แต่จะทำกิจกรรมอะไร ก็จะใช้ดวงตาเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น คนเราใช้เวลาอยู่กับมือถือเกือบตลอดทั้งวัน ไม่แปลกที่สายตาเราจะล้า ถ้าเราสังเกตดีๆ เด็กในยุคนี้สายตาสั้นกันเร็วมาก ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะบรรเทาความเมื่อยล้าของด้วยตาด้วยการนำผ้าชุบน้ำอุ่นๆ มาประคบดวงตาก่อนเข้านอนทุกๆ วัน และงดใช้มือถือก่อนนอนก็จะช่วยผ่อนคลายและลดการใช้สายตาลงได้บ้าง

8. ดื่มนมเป็นประจำ

         แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกระดูกมากที่สุด คนเราควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม เท่ากับควรดื่มนมวันละ 3-4 แก้ว สำหรับผู้สูงอายุร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,200 มิลลิกรัม เท่ากับควรดื่มนมวันละ 5-6 แก้ว แต่แคลเซียมก็สามารถหาได้จากแหล่งอาหารอื่นๆ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ถั่วเมล็ดแห้ง

9. บริหารสมอง 

         การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

10. มีสติ และสมาธิอยู่ตลอดเวลา

         การศึกษาว่าคนที่ทำการฝึกสมาธิเป็นเวลา 8 สัปดาห์จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง ทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มีความจำและเรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิ หรือการมีสติกับทุกๆสิ่งที่ทำจะทำให้สุขภาพจิต และสมองของคุณดีขึ้นไปด้วย หากทราบแบบนี้แล้วในเมื่อคุณใส่ใจสุขภาพกาย ก็ต้องอย่าลืมใส่ใจกับสุขภาพสมองและสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน