คลังเก็บป้ายกำกับ: ท่องเที่ยวทั่วโลก

อู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์

อู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์ ที่พักและคาเฟ่ชื่อดังในอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่ให้บริการในส่วนของคาเฟ่เป็นหลัก และให้บริการในส่วนของที่พัก 4 หลัง ราคาห้องพักหลักร้อย แต่ความสะดวกสบายที่ได้รับเกินร้อย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการตกแต่ง การจัดวางสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ทำได้ดีมาก มีร้านอาหารและคาเฟ่ ที่มีเมนูมากมายให้เลือกทั้งคาวหวาน และมุมถ่ายรูปสวยหลายจุดกําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

ร้านอาหารจัดที่นั่งแบบซุ้มกระท่อมที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำสีเขียวขนาดใหญ่ ที่นั่งมากมายแต่ช่วงเวลาเที่ยงถึงบ่ายคนเยอะมากค่ะ ต้องรับบัตรคิวเลยทีเดียว และที่สำคัญคนที่ชอบถ่ายรูปมีมุมถ่ายภาพหลายจุด ทั้งเรือที่ประดับด้วยดอกไม้ ประตูสวรรค์สีขาว รถเมล์ขนาดใหญ่ ซุ้มรังนก

ส่วนที่นั่งจะเลือกนั่งแบบเบาะโซฟาสีส้มนั่งเอนหลังแบบสบาย หรือจะเลือกนั่งห้อยขาแบบชิลๆ ก็ได้

อู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์

อู่ข้าว อู่น้ำ

เมนูอาหารเน้นไปทางอาหารอีสานที่มีให้เลือกเยอะมาก เมนูเด็ดของทุกโต๊ะต้องสั่ง คือ กุ้งเผาความเห็นส่วนตัวเพราะเราทานกุ้งเผามาเยอะ เลยรู้สึกว่าความหวานและความแน่นของเนื้อกุ้งน้อยไปนิด แต่กุ้งสดค่ะ ความประทับใจเมนูยกให้ เหลาแซลมมอน แซลมอนสด เนื้อนุ่มมากคลุกมากับน้ำยำที่รสชาติอร่อยกำลังดี ส่วนส้มตำถั่วหมูกรอบ และหมูสามชั้นทอด ยังถือว่าพอได้ค่ะ ส่วนเมนูเครื่องดื่มและของหวานของร้านรสชาติดีค่ะ ทั้งชาเขียวปั่นที่ชาหอมมาก รสกำลังดีไม่หวานเกินไป ส่วนของหวานที่นี่มีแค่โทส รสชาติดีเช่นกัน ท๊อปปิ้งมาแบบจัดเต็มมาก

มาถึงห้องพัก ซึ่งเราพักที่นี่ในคืนนี้ ห้องพักมีทั้งหมด 4 หลังราคา 990 บาท (รวมอาหารเช้าแบบจานเดียว) วันธรรมดา 850 บาท  บ้านพักตั้งอยู่ริมน้ำและทุ่งนาตกแต่งแบบทันสมัยสไตล์ลอฟท์ ด้วยผนังแบบปูนเปือยและอิฐสีส้ม มีกิมมิคเป็นหน้าต่างกระจกวงกลมทุกหลัง

ภายนอกบ้านมีที่นั่งพักผ่อนทั้งแปลตาข่าย และระเบียงนั่งขนาดเล็ก ช่วงเย็นนั่งเล่นตรงนี้ฟินมาก ส่วนช่วงกลางคืนที่นี่เงียบมาก เพราะฉะนั้นใครที่ชอบความสงบ ไม่ชอบเสียงดัง อยากมาพักผ่อน แนะนำเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมีคาเฟ่อยู่ภายในที่พักแต่เสียงไม่ดังมาถึงห้อง ห้องเก็บเสียงดีมาก อีกอย่างคาเฟ่เปิด 11 โมง- 5 โมงเย็นคาเฟ่ปิดส่วนหน้าที่พักมีทางเดินไม้ไผ่กลางทุ่ง มีการจัดมุมและมุมถ่ายภาพหลายจุด ได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้างทุ่งแต่ยังแฝงไปด้วยความชิคนิดๆ

ภายในห้องกว้างขวางและสะอาด เตียงนอนใหญ่นอนสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งแอร์ ทีวี ตู้เย็น มุมแต่งตัวมีโต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่ ตู้ขนาดเล็กสำหรับแขวนผ้า ไดร์เป่าผม ไฮโลจุดเสียบปลั๊กไฟมีทั่วทั้งสี่มุมห้อง แถมมีปลั๊กพ่วงให้ด้วย ถูกใจคนที่ต้องใช้ปลั๊กไฟชาร์ตอุปกรณ์เยอะๆมาก ส่วนห้องน้ำกว้างขวาง มีที่วางของได้ทั่วห้องน้ำ สำหรับใครที่พกผลิตภัณฑ์ประทินผิวเยอะน่าจะชอบมาก จะวางแชมพู ครีมทาผิว ครีมมาร์คหน้า ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้าตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องวางแค่หน้าอ่างล้างหน้า

Mont Saint Michel

Mont Saint Michel ฝรั่งเศส เป็นประเทศที่มีสิ่งก่อสร้างสุดมหัศจรรย์หลายแห่งที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน หนึ่งในนั้นก็คือ มหาวิหารมงแซ็งมีแชล Mont Saint Michel วิหารกลางน้ำ ที่สวยเลอค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับปราสาทในการ์ตูนอนิเมชั่นชื่อดังของ ดิสนีย์ (Disney) อย่าง Tangled (2010) อีกด้วยค่ะ ต้องบอกเลยว่างานนี้ทั้งแฟนคลับดิสนีย์และสายเที่ยวห้ามพลาดเด็ดขาดกําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล (Mont SaintMichel) ที่ เมืองมองช์ แคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ก็คงอดทึ่งกับทัศนียภาพอันงดงามราวกับเทพนิยายของที่นี่ไม่ได้ เพราะที่ตั้งของมหาวิหารแห่งนี้อยู่บนเกาะกลาง แม่น้ำ Couesnon ที่นอกจากมีหมู่บ้านเล็กๆ รายล้อมตัวมหาวิหารเอาไว้แล้ว รอบๆ เกาะกลับเป็นพื้นที่ว่างเปล่า

มีเพียงผืนน้ำและแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่เท่านั้น หากไปในช่วงกลางวัน แสงอาทิตย์จะส่องมหาวิหารให้โดดเด่น ตัดกับท้องฟ้าสีครามได้เป็นอย่างดี หากไปยามเย็นหรือพลบค่ำ ก็เห็นแสงของดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า เกิดเป็นแสงสีส้มไล่กับสีน้ำเงิน ยิ่งบวกกับแสงไฟของหมู่บ้านบนเกาะแล้วก็ยิ่งงดงามราวกับภาพวาดเลยทีเดียว

มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล

ประวัติ มหาวิหารมงแซ็งมีแชล 

เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของคริสต์ศาสนาที่มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปี ตามบันทึกในมหาวิหารได้กล่าวไว้ว่า แรกเริ่มเดิมทีที่นี่เป็นเพียงโบสถ์เล็กๆ สร้างขึ้นโดยบิชอปอูเบิร์ต (Aubert of Avranches) เพราะได้รับนิมิตจากอัครเทวดาเซนต์ไมเคิล (Saint Michael) อัครเทวดาสำคัญของศาสนาคริสต์ถึง 3 ครั้ง จนในที่สุดโบสถ์แห่งนี้ก็ได้สร้างขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 709  ก่อนจะมีการต่อเติมขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ไปจนถึงศตวรรษที่ 15 จึงทำให้ มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล แห่งนี้มีการผสมผสานศิลปะของแต่ละยุคสมัย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ (Romanesque) และ โกธิค (Gothic)

ในยุคสมัยที่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกี่ยวกับการเมืองในฝรั่งเศส มหาวิหารแห่งนี้ได้ถูกใช้ให้เป็นเรือนจำคุมขังนักโทษอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่หลังจากที่พ้นวิกฤตทางการเมืองไปแล้ว มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล ไฮโลก็ได้กลับมาทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมคริสต์ศาสนาอีกครั้ง

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ความงดงามอันทรงคุณค่าที่เก็บรักษามาเป็นเวลากว่า 1,000 ปี ทำให้ มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979 รวมถึงเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านและมหาวิหารบนเกาะกลางแม่น้ำ Couesnon กันได้ ในแต่ละปีก็จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึง 2.5 ล้านคนเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยสำหรับมหาวิหารสุดมหัศจรรย์แห่งนี้

โดยปกติ มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล รวมถึงหมู่บ้านบนเกาะจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันที่ 1 มกราคม (วันปีใหม่) วันที่ 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) และวันที่ 25 ธันวาคม (วันคริสตร์มาส) ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 18.00 น.

กําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

กําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ตามรูปแบบเดิมในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเองค่ะ ซึ่งกำแพงแห่งนี้ ได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2533 จะตั้งอยู่ในลักษณะขนานไปกับคูเมือง ตั้งแต่ป้อมประตูชัยเหนือไปจนถึงทางตะวันออกยาวประมาณ 100 เมตร

และในปี พ.ศ. 2548 ก็ได้มีการบูรณะเพิ่มเติมอีก โดยทำให้เป็นแนวขนานกับคูเมืองทางทิศตะวันตกยาวประมาณ 150 เมตร ซึ่ง กำแพงเมืองเก่า ของนครศรีธรรมราชนี้ เป็นการสะท้อนถึงความเป็นเมืองโบราณ และมีความสำคัญมาตั้งแต่เมื่อครั้งในอดีตNude Beach ไมอามี

ชาโต (Chateau)

เริ่มแรกของการสร้าง กําแพงเมืองเก่า นั้น มีหลักฐานมาจากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เมื่อตั้งเมืองขึ้นที่หาดทรายแก้ว แล้วก็เลยมีการสร้างกำแพงเมือง เป็นกำแพงดิน มีคูล้อมรอบ ว่ากันว่าน่าจะมีการบูรณะกำแพงและเมืองส่วนต่างๆ กันมาหลายครั้ง ซึ่งในทุกๆ ครั้งก็ยังคง พยายามรักษาแนวกำแพงเดิมเอาไว้ให้คงอยู่

โดยกำแพงรูปแบบที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ ก็มาจากในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยนายช่างวิศวกรและสถาปนิกของฝรั่งเศส ที่เข้ามาเมืองไทย และสร้างกำแพงเมืองตามแบบของ ชาโต (Chateau) ไฮโลนั่นเองค่ะ มีส่วนของใบเสมาและแนวที่ยังคงสังเกตเห็นได้อยู่บ้าง ถือได้ว่ากำแพงนี้ เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ความเจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนานของ เมืองนครศรีธรรมราช แห่งนี้เลยค่ะ

อีกหนึ่งจุดสวยๆ ของ นครศรีธรรมราช ที่ควรค่าแก่การแวะมาเช็คอินถ่ายรูปมากๆ เลยค่ะ ได้ฟีลสวยๆ แบบเก่าแก่สุดๆ ใครมีแพลนจะมาเที่ยวนครฯ อยู่แล้วก็อย่าลืมมาถ่ายภาพสวยๆ ของ กําแพงเมืองเก่า นี้ กลับไปกัน

Nude Beach ไมอามี

Nude Beach ไมอามี ความเสรีในทุกอณูของ อเมริกา เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าไปสัมผัส และหนึ่งในนั้นก็คือ ที่เที่ยวสุดเซ็กซี่ อย่าง Nude Beach ไมอามี ที่ Haulover Beach ชายหาดสวยใน รัฐฟลอริดา ที่เราสามารถเปลือยกายได้ตามใจใต้แสงแดดอุ่น! มาถึงที่นี่ ใครที่พร้อมถอดจนหมด5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า

หาดเปลือย Haulover Beach ที่เที่ยวอเมริกา สุดเซ็กซี่

แค่เข้าไปแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายคนก็คงทำใจลำบากแล้ว แต่อีกเลเวลของออนเซ็นนั้นคือที่นี่! Haulover Beach ชายหาดซึ่งตั้งอยู่ที่ ไมอามี รัฐฟลอริดา ในสหรัฐอเมริกา ที่จะปล่อยให้เราได้แก้ผ้า แล้ววิ่งไปเล่นน้ำ นอนอาบแดดอย่างหนำใจบนชายหาด โดยไม่ต้องกังวล ไร้คนมากวนใจ ไม่ต้องเขินอายใดๆ เพราะทุกคนก็กำลังเปลือยกายไม่ต่างกัน

หาดเปลือย Haulover Beach

ที่นี่เป็น หาดเปลือย ชื่อดังของฟลอริดา เลยทีเดียวค่ะ โดยจะเป็นพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับการมาเปลือยกายอาบแดด เล่นน้ำ ทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ทางด้านเหนือสุดของชายหาด และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 Nude Beach สล็อตของโลกอีกด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากอาบแดดให้ผิวเป็นสีแทนสม่ำเสมอทั้งตัวแล้วล่ะก็ ทิ้งบิกินี่ไป แล้วมาที่นี่ได้เลย

สำหรับการไปเที่ยวที่นี่ แน่นอนว่า เรื่องมารยาท เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ค่ะ ทำให้ทุกคนที่มาเที่ยว มาอาบแดด มีการรักษาระยะห่างต่อกันเป็นอย่างดี และห้ามถ่ายรูป เพื่อให้ทุกคนที่มาที่นี่รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลาย สบายใจ

รวมถึงชายหาดแห่งนี้ยังได้รับความร่วมมือ และดูแลจากหน่วยงานของรัฐอย่างเป็นทางการว่า สามารถแก้ผ้าอาบแดดได้อย่างเต็มที่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดที่ได้รับใบอนุญาตมาประจำการเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่มาอาบแดดอีกด้วย เรียกได้ว่า ปลอดภัยหายห่วง ไม่ต้องกลัวถูกแอบถ่ายไปแชร์ที่ไหนอีกด้วย ทำให้มีผู้คนกว่า 7,000 คนต่อวันเลยทีเดียว ที่มาเที่ยวที่นี่ได้อย่างสบายใจนั่นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าคนที่จะมาเที่ยวที่นี่ต้องแก้ผ้ากันทุกคนนะคะ ใครอยากใส่อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถ หรือใครอยากถอดหมดจัดเต็มก็ได้เหมือนกัน บรรยากาศเหมือนเราไปเที่ยวชายหาดปกติเลยค่ะ เพียงแค่ว่า คนข้างหน้าคุณที่กำลังเล่นวอลเลย์บอลชายหาดอยู่อาจจะไม่ได้ใส่อะไรเลยเท่านั้น

The Campville Khaokho

The Campville Khaokho ตั้งอยู่ที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นแคมป์ปิ้งสุดฮิป ที่มีวิวทิวทัศน์แสนงดงาม บรรยากาศดีต่อใจมากค่ะ ลมหนาวมาปะทะแบบนี้ต้องไปพักใจ สัมผัสธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศดีต่อใจ ชมวิวสวยๆ

ถึงจะนอนเต็นท์แต่บอกเลยว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ! เพราะที่นี่เขาน่ารักมากจริงๆ ภายในเต็นท์จะเตรียมเครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว แก้ว น้ำดื่ม กระดาษทิชชู่ ปลั๊กไฟ พัดลม ไว้คอยบริการ ส่วนสิ่งที่เราควรเตรียมไปก็คือ รองเท้าแตะ ร่ม เสื้อกันฝน และไฟฉาย5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า

The Campville

ตกเย็นก็สามารถสั่งหมูกระทะมาปิ้งกันได้ชิลๆ ชมวิวไป ย่างหมูไป อะไรจะดีต่อใจขนาดนี้ ! และความชิลของที่นี่ก็ยังไม่หมดค่ะ เพราะในค่ำคืนของทุกวันเสาร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีวงดนตรีสดมาบรรเลงให้ฟังกันถึงที่ในโซนนั่งชิล ส่วนใครจะปิ้งย่างอะไร ที่นี่ก็มีเตาปิ้งย่างคอยบริการค่ะ หรือถ้าอยากทานอะไรเร็วๆ ก็มีอาหารตามสั่งเช่นกัน รับรองได้ว่าทั้งอิ่มท้อง และอิ่มใจกันอย่างแน่นอน

ตื่นเช้ามาก็เจอเขาเลย ลืมตาขึ้นมา บิดขี้เกียจสักสองที เปิดเต็นท์ก็เจอวิวหลักล้านในยามเช้า ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ ออกไปล้างหน้าล้างตา ถ่ายรูปชมวิวกันสักหน่อย ส่วนอาหารเช้าก็จะมีข้าวต้ม กาแฟ โอวัลติน น้ำส้ม ไข่ลวก ขนมปังปิ้ง คอยให้บริการคาสิโน

สถานที่ท่องเที่ยว เขาค้อ ใกล้ๆ ที่พัก

  • วัดพระธาตุเจดีย์ขาว 2 กิโลเมตร
  • จุดชมวิวเขาค้อทะเลหมอก 4 กิโลเมตร
  • กังหันลม 5 กิโลเมตร
  • วัดผาซ่อนแก้ว 15 กิโลเมตร
  • น้ำตกศรีดิษย์ 8 กิโลเมตร
  • เขาตะเคียนโง๊ะ 15 กิโลเมตร
  • ร้านกาแฟ Pino latte 15 กิโลเมตร
  • ร้านกาแฟ Route12 15 กิโลเมตร

หน้าหนาวแบบนี้อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก ออกเดินทางไปพักผ่อนด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เดอะแกงค์ หรือคนรู้ใจ บอกเลยว่า The Campville Khaokho เป็นอีกหนึ่งที่พักที่น่าสนใจ และไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะ ใครไปก็ต้องได้รับความประทับใจกลับมาทุกราย แล้วคุณล่ะ พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า

5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลาย ๆ คนคงจะวางแผนไปเที่ยวที่ต่าง ๆ สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างแวะเวียนไปก็คือวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อขอพรในวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง วันนี้ขอแนะนำ 5 อันดับวัด และศาลเจ้าดังน่าเที่ยวที่ได้รับการจัดอันดับจากคนญี่ปุ่นสวนสนดงลาน ขอนแก่น

อันดับ 5 วัดรุริโคอิน

วัดรุริโคอิน เป็นวัดดังจากจังหวัดเกียวโตที่ขึ้นชื่อในเรื่องสถาปัตยกรรมและทัศนียภาพที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ก็มีความสวยงามที่แตกต่างกัน สำหรับใครที่อยากชมความสวยงามของดอกไม้เป็นพิเศษสามารถชมได้ในช่วง 15 เมษายนจนถึง 30 มิถุนายน โดยมีค่าใช้จ่าย 2,000 เยน

ศาลเจ้าเดวะซันซัง

อันดับ 4 ศาลเจ้าเดวะซันซัง

ศาลเจ้าที่ประกอบด้วยสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าแต่โบราณที่จังหวัดยามากาตะ ที่นี่มีความเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้าว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ถึงแม้จะสามารถมาท่องเที่ยวได้แต่มีข้อห้ามว่าภายในศาลเจ้าหลักห้ามถ่ายรูปและห้ามสวมใส่รองเท้าในขณะที่สักการะ

อันดับ 3 ศาลเจ้าอิซุไมะ ไทฉะ

ศาลเจ้าอิซุไมะ ไทฉะ (出雲大社) ตั้งอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ ศาลเจ้าแห่งนี้โด่งดังเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรักและยังเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง

ศาลเจ้าโอมิวะ

อันดับ 2 ศาลเจ้าโอมิวะ

ศาลเจ้าโอมิวะ (大神)ในจังหวัดนาระ เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เชื่อว่าเทพเจ้าประจำศาลเจ้าแห่งนี้คอยดูแลคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นด้านค้าขาย ปกปักษ์รักษาให้พ้นจากอันตราย ช่วยให้เดินทางปลอดภัย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ รวมถึงเป็นเทพเจ้าที่โดดเด่นในเรื่องความรักอีกด้วย

อันดับ 1 ศาลเจ้าอิเสะ จิงงุ

ศาลเจ้าญี่ปุ่นยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองแชมป์ถึง 4 ปีซ้อนจากการจัดอันดับ คือ ศาลเจ้าอิเสะ จิงงุ (伊勢神宮)คาสิโน ในจังหวัดมิเอะ สมเด็จพระจักรพรรดิเองทรงมาสักการะในทุก ๆ ปีในศาลเจ้าแห่งนี้

ในช่วงปีใหม่นี้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลไปสักการะและท่องเที่ยวตามวัดและศาลเจ้าที่เป็นสถานที่สำคัญ สำหรับใครที่สนใจจะเที่ยววัดและศาลเจ้าที่แนะนำไปในช่วงนี้ก็ขอให้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล

สวนสนดงลาน ขอนแก่น

สวนสนดงลาน ขอนแก่น ตั้งอยู่ในระหว่างรอยต่อระหว่างอำเภอชุมแพกับอำเภอสีชมภู จังหวัดขอนแก่น ห่างจากอุทยานแห่งชาติภูผาม่านประมาณ 5-6 กม. ป่าสนแห่งนี้​เป็นแปลงงานวิจัยของสำนักวิจัยและนักพัฒนาป่าไม้​ ของกรมป่าไม้​ ที่ทดลอง​ปลูก​จนกลายเป็น​ป่าสนอันสวยงามบนผืนหญ้าสีเขียว อันร่มรื่น ให้นักเดินทาง​ที่ผ่านไปมาได้แวะเวียน​เข้ามาชมบรรยากาศ​ และเก็บภาพสวย ในมุมชิค เป็นอีกหนึ่งจุดแวะเช็คอินระหว่างทางที่สวยงาม สำหรับใครที่เดินทางมาเที่ยวในอำเภอภูผาม่านหรือผ่านในเส้นทางนี้เพื่อไปต่อยังภูกระดึง สามารถแวะมาถ่ายภาพได้เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลกันถ้ำสีฟ้า ตาก

สวนสนดงลาน

สวนสนดงลาน ตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก บนเส้นทางเดินไปยังจังหวัดเลย ใกล้กับภูกระดึงมาก สังเกตง่ายๆ มีป้ายชื่อของป่าสนตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า คำเตือนหากปักหมุดการเดินทางด้วย google maps ไฮโลหากมาจากอุทยานภูผาม่าน จะปักหมุดเลยตรงจุดนี้ไปนะคะ ให้สังเกตุดีๆ ถ้าเห็นป้ายป่าสนจอดรถเทียบท่าเข้าไปได้เลย

ที่นี่เป็นอีกจุดแวะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวอุทยานภูผาม่าน หรือมาเที่ยวในอำเภอภูผาม่าน ก็จะแวะมาเก็บภาพสวย หามุมถ่ายภาพชิคบริเวณป่าสนแห่งนี้  หากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนจะได้พบกับบรรยากาศที่เขียวขจี และผืนหญ้าที่กลายเป็นสีเขียว มองไปทางไหนก็สบายตา

ความพิเศษอีกอย่างของสวนสนแห่งนี้ คือ มีการจัดทำที่นั่งไว้ใต้ร่มเงาสนสูงใหญ่ ทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากไม้สน แคร่นั่งไม้ไผ่ กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ

แปลงร่างเป็นนักท่องเที่ยวที่รักการอ่านสักหน่อย สวนสนดงลาน อีกหนึ่งจุดแวะสำหรับสายรักธรรมชาติและชอบความเขียวขจี มานั่งพักผ่อน ไปกับความเงียบสงบ ฟังเสียงนกเสียงไม้ ช่วยฮีลใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เขาบ่อเตย จันทบุรี

เขาบ่อเตย จันทบุรี จุดชมวิวเขาบ่อเตย เป็นจุดชมวิวสวยๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อยู่ใกล้ๆ กันกับ ลานหินสีชมพู

โดยสามารถเดินขึ้นเขาผ่านป่าไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติบนเขาบ่อเตยได้เลยค่ะ ในระหว่างทางนั้นเราก็จะได้เห็นทั้งท้องฟ้า น้ำทะเล และเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ รวมไปถึงสีเขียวๆ ของต้นไม้ตามทาง ซึ่งจากจุดชมวิวนี้ ก็ยังเดินไปยังโขดหิน ริมทะเลข้างล่างได้ด้วยวิหารแพนธีออน Pantheon

จุดชมวิวเขาบ่อเตย

โดยด้านบนของ จุดชมวิวเขาบ่อเตย นั้น จะเป็นพื้นที่โล่งกว้าง สามารถชมวิวมุมสูงได้แบบสวยๆ กว้างๆ เลย ทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมกันเป็นจำนวนมาก

แต่จุดอันซีนที่คนนิยมไปจะอยู่ที่บริเวณของ หาดหินสีชมพู ที่อยู่ด้านล่างค่ะ พอเวลามีแสงแดดกระทบลงนั้นจะสวยงามอย่างมาก แถมจุดชมวิวนี้ ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามมากอีกแห่งของ จันทบุรี อีกด้วย

ยิ่งถ้าใครได้มาในช่วงฟ้าเปิดแดดแรงๆ หน่อย แสงจะสวยมาก ถ่ายรูปออกมานิดีแบบไม่อยากบอกใครเลยค่ะ แต่มันก็จะร้อนๆ หน่อยนะคะ แนะนำว่าพกร่ม หมวก อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดไปด้วยก็ดี อีกจุดแวะใกล้ๆ ลานหินสีชมพู ที่มาไม่ยาก แถมมุมสวยปังวิวดีสุดๆ ที่ไม่อยากให้พลาดกันเลยจริงๆ

หาดหินสีชมพู

การเดินทาง มายัง จุดชมวิวเขาบ่อเตย

สามารถเดินทางโดยมาจากถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ผ่านหาดเจ้าหลาว แล้วขับขึ้นเขาไป สักพักจะเจอกับป้ายบอกทางเข้า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน จากนั้นก็เลี้ยวตามป้ายเข้าไปเลยค่ะ เข้าไปประมาณ 200 เมตรไฮโล ก็จะเจอกับทางเข้าซื้อบัตรผ่าน พอจ่ายเงินเสร็จแล้วก็ตรงเข้าไปที่จอดรถได้เลย

วิหารแพนธีออน Pantheon

วิหารแพนธีออน Pantheon การไปเที่ยว โรม เมืองหลวงของ ประเทศอิตาลี สิ่งแรกๆ ที่พลาดไม่ได้เลยคือการไปเยี่มชมสถาปัตยกรรมและศิลปะโบราณที่อนุรักษ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี บางสถานที่อาจมีอายุยาวนานมากกว่านั้น และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์มากๆ ด้วยเช่นกันวิหารแพนธีออน Pantheonที่เที่ยวอิตาลี ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดแม้จะผ่านกว่า 2,000 ปีแล้วก็ตาม และนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้ผาช่อ เชียงใหม่

สถาปัตยกรรม วิหารแพนธีออน

วิหารแพนธีออน (Pantheon)คือเทวสถานศักดิ์สิทธิ์ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง 27-25 ปีก่อนคริสต์ศักราชโดย มาร์คุส วิบซานิอุส อะกริบปา (Marcus Vipsanius Agrippa) แม่ทัพซึ่งเปรียบเสมือนมือขวาของ จักรพรรติออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน แม้จุดประสงค์ในการสร้างในยุคนั้นจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ จักรพรรดิฮาเดรียน ในปี ค.ศ. 126 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นเทวสถานบูชาเทพเจ้าแห่งกรีก-โรมันทั้ง 7 แห่งดาวในระบบสุริยะ ได้แก่  พระอาทิตย์ (Apollo) พระจันทร์ (Diana) อังคาร (Mars)  พุธ (Mercury) พฤหัส (Jupiter) ศุกร์ (Venus) และ เสาร์ (Saturn)

ในสมัยนั้น การสร้างเทวสถานเพื่อบูชาเทพเจ้าหลายองค์เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะวิหารกรีก-โรมันส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมักจะมีจุดประสงค์เพื่อบูชาเทพเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่วิหารแพนธีออนแห่งนี้กลับสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าทุกพระองค์ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ แพนธีออน (Pantheon Πάνθεον) ในภาษากรีก แปลว่า “เกียรติศักดิ์แห่งทวยเทพ” นั่นเองค่ะ

แต่เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 609 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นโบสถ์คริสต์ และยังคงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกรุงโรมต่อไป ที่นี่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล (Raphael) หนึ่งในจิตรกรอันเลื่องชื่อจากยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) และ กษัตริย์เอมานูแอลที่สอง (Victor Emmanuel II) ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว

วิหารแพนธีออน

สถาปัตยกรรม วิหารแพนธีออน

ตลอดเวลากว่า 2,000 ปี วิหารแพนธีออน ได้ผ่านการซ่อมแซมต่อเติมนับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวิหารแห่งนี้ถึงยังคงสภาพที่สมบูรณ์ไว้ได้อยู่ สิ่งแรกที่เป็นจุดสังเกตของที่นี่คือ หน้ามุขที่เป็นทรงสามเหลี่ยมและมีเสาศิลปะคอรินเธียน (Corinthian) 8 ต้น แต่ตัววิหารกลับเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายถังน้ำมันขนาดใหญ่ สร้างจักวัสดุที่มีส่วนผสมคล้ายปูนซีเมนต์ในปัจจุบัน ถือเป็นการก่อสร้างที่โอ่อ่าอลังการมากๆ ในสมัยนั้นไฮโล

แต่ที่น่าทึ่งมากที่สุดก็คือ โดมขนาดใหญ่ ที่มี ช่องวงกลม (Oculus) หรือที่เรียกว่า “ช่องตา” อยู่ตรงกลางโดมเพื่อเปิดให้แสงสาดส่องเข้ามาในตัววิหาร โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 43.30 เมตร เชื่อกันว่าเป็นดวงตาสวรรค์ที่เอาไว้เชื่อมโยงระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ แต่ถ้าอิงตามทฏษฎีวิทยาศาสตร์ก็สันนิษฐานว่า Oculus อาจมีหน้าที่เป็นนาฬิกาจากแสงอาทิตย์ เพื่อให้แสงอาทิตย์อาบส่องลงมาที่ตังกษัตริย์เวลาประกอบพิธีต่างๆ ก็เป็นได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว โดมของวิหารแพนธีออนถือเป็นการออกแบบและสิ่งก่อสร้างชิ้นเอกของสถาปนิกในยุคนั้นเลยค่ะ เนื่องจากสถาปนิกและวิศกรในสมัยนั้นพยายามสร้างโดมหลังนี้ให้มีน้ำหนักที่เบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยลดความหนาลงทีละน้อย และมีวัสดุเพื่อให้ถ่ายเทน้ำหนัก ทำให้โดมหลังนี้ยังคงอยู่อย่างมั่นคงสู้แรงโน้มถ่วงมาจนถึงปัจจุบัน

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ ประเทศญี่ปุ่น อย่างเต็มตัวแล้ว ได้เวลาไปตามล่าจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นปอดที่ คามิโคจิ Kamikochi ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับทิวเขาและสายน้ำสุดอลังการจนได้รับสมญานามว่าเป็น Japan Alps นั่นเองค่ะ ใครที่ชอบโทนสีอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ร่วงตัดกับสีฟ้าของสายน้ำ ที่นี่เองค่ะที่ตอบโจทย์มากที่สุด อย่ารอช้า ตามเรามาเลยผาช่อ เชียงใหม่

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

Kamikochi

ท่ามกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,500 ใน จังหวัดนากาโนะ (Nagano) ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของ คามิโคจิ (Kamikochi) แหล่งธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่และแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำอาซุสะ (Azusa River)
แม่น้ำสีฟ้าใสแจ๋วที่ทอดยาวตลอดหุบเขา เป็นจุดชมวิว Japan Alps ที่สวยงามที่สุด และขนานนามว่าเป็น สวิสเซอร์แลนด์แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ใครๆ ก็อยากไปชมความงดงามเหล่านี้ด้วยตาตนเอง

เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่าง เมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) และ ทาคายามะ (Takayama) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมไปเที่ยวแบบ One Day Trip แต่ใครที่อยากจะพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในอุทยาน ที่นี่ก็มีจุดกางเต็นท์และที่พักให้บริการเช่นกัน

ฤดูกาลที่เหมาะกับการไปเที่ยว คามิโคจิ Kamikochi

การจะไปเที่ยว คามิโคจิ นั้น สิ่งที่ควรรู้เป็นอย่างแรกเลยคือ ที่นี่เปิดให้ท่องเที่ยวเพียงปีละ 7 เดือน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึง กลางเดือนพฤศจิกายนเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่มีแพลนไปเที่ยวคามิโคจิในช่วงฤดูหนาวอาจจะได้ไปเสียเที่ยว เพราะจะเป็นช่วงที่ทางอุทยานจะปิดทำการเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัดยังไม่เหมาะแก่การไปเที่ยวในช่วงนั้นอีกด้วย

เสน่ห์ของคามิโคจิจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดู แต่ช่วงพีคที่สุดของการมาเที่ยวที่นี่ก็คือช่วง ฤดูร้อน และ ฤดูใบไม้ร่วง ใครที่ชอบความเขียวขจีของป่าเขา ท้องฟ้แจ่มใส อากาศอบอุ่นหน่อยก็ต้องไปในช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นฤดูกาลแห่งการปีนเขาของคนที่นี่ สายผจญภัยรักธรรมชาติห้ามพลาดเลยแหละ ส่วนใครที่ชอบอากาศเย็นๆ และสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็ต้องมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน บอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน และจะสวยที่สุดในช่วงปลายเดือนตุลาคมค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เหล่าต้นไม้จะระเบิดสีสันออกมาอย่างเต็มที่ ตัดกับภูเขาหิมะและสายน้ำสีฟ้าของแม่น้ำอาซุสะได้เป็นอย่างดีเลย

คามิโคจิ Kamikochi

ไฮไลท์ในคามิโคจิ

มาถึง คามิโคจิ ยังไงก็ต้องไปถ่ายรูปกับ สะพานกัปปะ (Kappa Bridge) ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำอาซุสะพร้อมกับทิวทัศน์ของภูเขาทางด้านหลัง ถือเป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปยอดฮิตของที่นี่ ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้ทุกต้นจะพร้อมใจกันผลัดใบเป็นสีแดง สีส้ม สีเหลือง ไล่สีอย่างสวยงามอลังการที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมี ภูเขายาเกะดาเกะ (Mt.Yake-dake) พิกัดสุดท้าทายสำหรับสายลุยให้ไปปีนเขาชมธรรมชาติให้เต็มที่

ในคามิโคจิมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลักๆ อยู่ 2 เส้น เส้นทางแรกคือ เส้นทางระหว่าง บึงไทโช (Taisho Pond) กับ สะพานกัปปะ ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สำหรับใครที่มีเวลาอยากดื่มด่ำกับธรรมชาตินานๆ ก็แนะนำให้ไปยังเส้นทาง บึงไทโช ไปจนถึง สะพานเมียวจิน (Myojin Bridge) ในระยะทาง 7 กิโลเมตร เราจะได้ชมธรรมชาติอันร่มรื่นของป่าเขา รวมถึงทักทายกับน้องลิงก้นแดงที่จะออกมาให้เราเห็นหน้าค่าตาเป็นระยะ เพลิดเพลินไปอีกแบบค่ะ แต่ขอเตือนเลยว่าให้เช็คสภาพอากาศมาให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก เตรียมร่ม ชุดกันฝน และรองเท้ากันน้ำมาให้พร้อม เพราะเท้าของคุณอาจจะจมน้ำได้ และหนาวเย็นสุดๆ เลยแหละ

การเดินทางไป คามิโคจิ

เราสามารถเลือกเดินทางไป คามิโคจิ ด้วยรถบัสหรือรถไฟก็ได้ หากนั่งรถบัสตรงมาจาก โตเกียว ให้ไปขึ้นที่สถานีต่างๆ เช่น ชินจูกุ (Shinjuku)ไฮโล โตเกียว (Tokyo) และ ชิบูย่า (Shibuya) ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมง สำหรับใครที่อยากประหยัดเวลา แนะนำให้มาทางรถไฟ โดยไปขึ้น รถไฟด่วนพิเศษอาซึสะ (Azusa) ที่ สถานทีชินจูกุ (Shinjuku Station) เพื่อมาลงที่ สถานีมัตสึโมโตะ (Matsumoto Station) ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นให้ไปซื้อตั๋วรถบัสในสถานีเพื่อต่อรถไปยัง คามิโคจิ โดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง 50 นาที