คลังเก็บป้ายกำกับ: ที่เที่ยว

Nude Beach ไมอามี

Nude Beach ไมอามี ความเสรีในทุกอณูของ อเมริกา เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าไปสัมผัส และหนึ่งในนั้นก็คือ ที่เที่ยวสุดเซ็กซี่ อย่าง Nude Beach ไมอามี ที่ Haulover Beach ชายหาดสวยใน รัฐฟลอริดา ที่เราสามารถเปลือยกายได้ตามใจใต้แสงแดดอุ่น! มาถึงที่นี่ ใครที่พร้อมถอดจนหมด5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า

หาดเปลือย Haulover Beach ที่เที่ยวอเมริกา สุดเซ็กซี่

แค่เข้าไปแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายคนก็คงทำใจลำบากแล้ว แต่อีกเลเวลของออนเซ็นนั้นคือที่นี่! Haulover Beach ชายหาดซึ่งตั้งอยู่ที่ ไมอามี รัฐฟลอริดา ในสหรัฐอเมริกา ที่จะปล่อยให้เราได้แก้ผ้า แล้ววิ่งไปเล่นน้ำ นอนอาบแดดอย่างหนำใจบนชายหาด โดยไม่ต้องกังวล ไร้คนมากวนใจ ไม่ต้องเขินอายใดๆ เพราะทุกคนก็กำลังเปลือยกายไม่ต่างกัน

หาดเปลือย Haulover Beach

ที่นี่เป็น หาดเปลือย ชื่อดังของฟลอริดา เลยทีเดียวค่ะ โดยจะเป็นพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับการมาเปลือยกายอาบแดด เล่นน้ำ ทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ทางด้านเหนือสุดของชายหาด และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 Nude Beach สล็อตของโลกอีกด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากอาบแดดให้ผิวเป็นสีแทนสม่ำเสมอทั้งตัวแล้วล่ะก็ ทิ้งบิกินี่ไป แล้วมาที่นี่ได้เลย

สำหรับการไปเที่ยวที่นี่ แน่นอนว่า เรื่องมารยาท เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ค่ะ ทำให้ทุกคนที่มาเที่ยว มาอาบแดด มีการรักษาระยะห่างต่อกันเป็นอย่างดี และห้ามถ่ายรูป เพื่อให้ทุกคนที่มาที่นี่รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลาย สบายใจ

รวมถึงชายหาดแห่งนี้ยังได้รับความร่วมมือ และดูแลจากหน่วยงานของรัฐอย่างเป็นทางการว่า สามารถแก้ผ้าอาบแดดได้อย่างเต็มที่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดที่ได้รับใบอนุญาตมาประจำการเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่มาอาบแดดอีกด้วย เรียกได้ว่า ปลอดภัยหายห่วง ไม่ต้องกลัวถูกแอบถ่ายไปแชร์ที่ไหนอีกด้วย ทำให้มีผู้คนกว่า 7,000 คนต่อวันเลยทีเดียว ที่มาเที่ยวที่นี่ได้อย่างสบายใจนั่นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าคนที่จะมาเที่ยวที่นี่ต้องแก้ผ้ากันทุกคนนะคะ ใครอยากใส่อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถ หรือใครอยากถอดหมดจัดเต็มก็ได้เหมือนกัน บรรยากาศเหมือนเราไปเที่ยวชายหาดปกติเลยค่ะ เพียงแค่ว่า คนข้างหน้าคุณที่กำลังเล่นวอลเลย์บอลชายหาดอยู่อาจจะไม่ได้ใส่อะไรเลยเท่านั้น

The Campville Khaokho

The Campville Khaokho ตั้งอยู่ที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นแคมป์ปิ้งสุดฮิป ที่มีวิวทิวทัศน์แสนงดงาม บรรยากาศดีต่อใจมากค่ะ ลมหนาวมาปะทะแบบนี้ต้องไปพักใจ สัมผัสธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศดีต่อใจ ชมวิวสวยๆ

ถึงจะนอนเต็นท์แต่บอกเลยว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ! เพราะที่นี่เขาน่ารักมากจริงๆ ภายในเต็นท์จะเตรียมเครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว แก้ว น้ำดื่ม กระดาษทิชชู่ ปลั๊กไฟ พัดลม ไว้คอยบริการ ส่วนสิ่งที่เราควรเตรียมไปก็คือ รองเท้าแตะ ร่ม เสื้อกันฝน และไฟฉาย5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า

The Campville

ตกเย็นก็สามารถสั่งหมูกระทะมาปิ้งกันได้ชิลๆ ชมวิวไป ย่างหมูไป อะไรจะดีต่อใจขนาดนี้ ! และความชิลของที่นี่ก็ยังไม่หมดค่ะ เพราะในค่ำคืนของทุกวันเสาร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีวงดนตรีสดมาบรรเลงให้ฟังกันถึงที่ในโซนนั่งชิล ส่วนใครจะปิ้งย่างอะไร ที่นี่ก็มีเตาปิ้งย่างคอยบริการค่ะ หรือถ้าอยากทานอะไรเร็วๆ ก็มีอาหารตามสั่งเช่นกัน รับรองได้ว่าทั้งอิ่มท้อง และอิ่มใจกันอย่างแน่นอน

ตื่นเช้ามาก็เจอเขาเลย ลืมตาขึ้นมา บิดขี้เกียจสักสองที เปิดเต็นท์ก็เจอวิวหลักล้านในยามเช้า ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ ออกไปล้างหน้าล้างตา ถ่ายรูปชมวิวกันสักหน่อย ส่วนอาหารเช้าก็จะมีข้าวต้ม กาแฟ โอวัลติน น้ำส้ม ไข่ลวก ขนมปังปิ้ง คอยให้บริการคาสิโน

สถานที่ท่องเที่ยว เขาค้อ ใกล้ๆ ที่พัก

  • วัดพระธาตุเจดีย์ขาว 2 กิโลเมตร
  • จุดชมวิวเขาค้อทะเลหมอก 4 กิโลเมตร
  • กังหันลม 5 กิโลเมตร
  • วัดผาซ่อนแก้ว 15 กิโลเมตร
  • น้ำตกศรีดิษย์ 8 กิโลเมตร
  • เขาตะเคียนโง๊ะ 15 กิโลเมตร
  • ร้านกาแฟ Pino latte 15 กิโลเมตร
  • ร้านกาแฟ Route12 15 กิโลเมตร

หน้าหนาวแบบนี้อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก ออกเดินทางไปพักผ่อนด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เดอะแกงค์ หรือคนรู้ใจ บอกเลยว่า The Campville Khaokho เป็นอีกหนึ่งที่พักที่น่าสนใจ และไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะ ใครไปก็ต้องได้รับความประทับใจกลับมาทุกราย แล้วคุณล่ะ พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า

5 ที่เที่ยววัดและศาลเจ้า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลาย ๆ คนคงจะวางแผนไปเที่ยวที่ต่าง ๆ สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างแวะเวียนไปก็คือวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อขอพรในวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง วันนี้ขอแนะนำ 5 อันดับวัด และศาลเจ้าดังน่าเที่ยวที่ได้รับการจัดอันดับจากคนญี่ปุ่นสวนสนดงลาน ขอนแก่น

อันดับ 5 วัดรุริโคอิน

วัดรุริโคอิน เป็นวัดดังจากจังหวัดเกียวโตที่ขึ้นชื่อในเรื่องสถาปัตยกรรมและทัศนียภาพที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ก็มีความสวยงามที่แตกต่างกัน สำหรับใครที่อยากชมความสวยงามของดอกไม้เป็นพิเศษสามารถชมได้ในช่วง 15 เมษายนจนถึง 30 มิถุนายน โดยมีค่าใช้จ่าย 2,000 เยน

ศาลเจ้าเดวะซันซัง

อันดับ 4 ศาลเจ้าเดวะซันซัง

ศาลเจ้าที่ประกอบด้วยสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าแต่โบราณที่จังหวัดยามากาตะ ที่นี่มีความเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้าว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ถึงแม้จะสามารถมาท่องเที่ยวได้แต่มีข้อห้ามว่าภายในศาลเจ้าหลักห้ามถ่ายรูปและห้ามสวมใส่รองเท้าในขณะที่สักการะ

อันดับ 3 ศาลเจ้าอิซุไมะ ไทฉะ

ศาลเจ้าอิซุไมะ ไทฉะ (出雲大社) ตั้งอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ ศาลเจ้าแห่งนี้โด่งดังเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรักและยังเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง

ศาลเจ้าโอมิวะ

อันดับ 2 ศาลเจ้าโอมิวะ

ศาลเจ้าโอมิวะ (大神)ในจังหวัดนาระ เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เชื่อว่าเทพเจ้าประจำศาลเจ้าแห่งนี้คอยดูแลคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นด้านค้าขาย ปกปักษ์รักษาให้พ้นจากอันตราย ช่วยให้เดินทางปลอดภัย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ รวมถึงเป็นเทพเจ้าที่โดดเด่นในเรื่องความรักอีกด้วย

อันดับ 1 ศาลเจ้าอิเสะ จิงงุ

ศาลเจ้าญี่ปุ่นยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองแชมป์ถึง 4 ปีซ้อนจากการจัดอันดับ คือ ศาลเจ้าอิเสะ จิงงุ (伊勢神宮)คาสิโน ในจังหวัดมิเอะ สมเด็จพระจักรพรรดิเองทรงมาสักการะในทุก ๆ ปีในศาลเจ้าแห่งนี้

ในช่วงปีใหม่นี้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลไปสักการะและท่องเที่ยวตามวัดและศาลเจ้าที่เป็นสถานที่สำคัญ สำหรับใครที่สนใจจะเที่ยววัดและศาลเจ้าที่แนะนำไปในช่วงนี้ก็ขอให้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล

สวนสนดงลาน ขอนแก่น

สวนสนดงลาน ขอนแก่น ตั้งอยู่ในระหว่างรอยต่อระหว่างอำเภอชุมแพกับอำเภอสีชมภู จังหวัดขอนแก่น ห่างจากอุทยานแห่งชาติภูผาม่านประมาณ 5-6 กม. ป่าสนแห่งนี้​เป็นแปลงงานวิจัยของสำนักวิจัยและนักพัฒนาป่าไม้​ ของกรมป่าไม้​ ที่ทดลอง​ปลูก​จนกลายเป็น​ป่าสนอันสวยงามบนผืนหญ้าสีเขียว อันร่มรื่น ให้นักเดินทาง​ที่ผ่านไปมาได้แวะเวียน​เข้ามาชมบรรยากาศ​ และเก็บภาพสวย ในมุมชิค เป็นอีกหนึ่งจุดแวะเช็คอินระหว่างทางที่สวยงาม สำหรับใครที่เดินทางมาเที่ยวในอำเภอภูผาม่านหรือผ่านในเส้นทางนี้เพื่อไปต่อยังภูกระดึง สามารถแวะมาถ่ายภาพได้เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลกันถ้ำสีฟ้า ตาก

สวนสนดงลาน

สวนสนดงลาน ตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก บนเส้นทางเดินไปยังจังหวัดเลย ใกล้กับภูกระดึงมาก สังเกตง่ายๆ มีป้ายชื่อของป่าสนตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า คำเตือนหากปักหมุดการเดินทางด้วย google maps ไฮโลหากมาจากอุทยานภูผาม่าน จะปักหมุดเลยตรงจุดนี้ไปนะคะ ให้สังเกตุดีๆ ถ้าเห็นป้ายป่าสนจอดรถเทียบท่าเข้าไปได้เลย

ที่นี่เป็นอีกจุดแวะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวอุทยานภูผาม่าน หรือมาเที่ยวในอำเภอภูผาม่าน ก็จะแวะมาเก็บภาพสวย หามุมถ่ายภาพชิคบริเวณป่าสนแห่งนี้  หากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนจะได้พบกับบรรยากาศที่เขียวขจี และผืนหญ้าที่กลายเป็นสีเขียว มองไปทางไหนก็สบายตา

ความพิเศษอีกอย่างของสวนสนแห่งนี้ คือ มีการจัดทำที่นั่งไว้ใต้ร่มเงาสนสูงใหญ่ ทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากไม้สน แคร่นั่งไม้ไผ่ กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ

แปลงร่างเป็นนักท่องเที่ยวที่รักการอ่านสักหน่อย สวนสนดงลาน อีกหนึ่งจุดแวะสำหรับสายรักธรรมชาติและชอบความเขียวขจี มานั่งพักผ่อน ไปกับความเงียบสงบ ฟังเสียงนกเสียงไม้ ช่วยฮีลใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เขาบ่อเตย จันทบุรี

เขาบ่อเตย จันทบุรี จุดชมวิวเขาบ่อเตย เป็นจุดชมวิวสวยๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อยู่ใกล้ๆ กันกับ ลานหินสีชมพู

โดยสามารถเดินขึ้นเขาผ่านป่าไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติบนเขาบ่อเตยได้เลยค่ะ ในระหว่างทางนั้นเราก็จะได้เห็นทั้งท้องฟ้า น้ำทะเล และเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ รวมไปถึงสีเขียวๆ ของต้นไม้ตามทาง ซึ่งจากจุดชมวิวนี้ ก็ยังเดินไปยังโขดหิน ริมทะเลข้างล่างได้ด้วยวิหารแพนธีออน Pantheon

จุดชมวิวเขาบ่อเตย

โดยด้านบนของ จุดชมวิวเขาบ่อเตย นั้น จะเป็นพื้นที่โล่งกว้าง สามารถชมวิวมุมสูงได้แบบสวยๆ กว้างๆ เลย ทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมกันเป็นจำนวนมาก

แต่จุดอันซีนที่คนนิยมไปจะอยู่ที่บริเวณของ หาดหินสีชมพู ที่อยู่ด้านล่างค่ะ พอเวลามีแสงแดดกระทบลงนั้นจะสวยงามอย่างมาก แถมจุดชมวิวนี้ ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามมากอีกแห่งของ จันทบุรี อีกด้วย

ยิ่งถ้าใครได้มาในช่วงฟ้าเปิดแดดแรงๆ หน่อย แสงจะสวยมาก ถ่ายรูปออกมานิดีแบบไม่อยากบอกใครเลยค่ะ แต่มันก็จะร้อนๆ หน่อยนะคะ แนะนำว่าพกร่ม หมวก อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดไปด้วยก็ดี อีกจุดแวะใกล้ๆ ลานหินสีชมพู ที่มาไม่ยาก แถมมุมสวยปังวิวดีสุดๆ ที่ไม่อยากให้พลาดกันเลยจริงๆ

หาดหินสีชมพู

การเดินทาง มายัง จุดชมวิวเขาบ่อเตย

สามารถเดินทางโดยมาจากถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ผ่านหาดเจ้าหลาว แล้วขับขึ้นเขาไป สักพักจะเจอกับป้ายบอกทางเข้า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน จากนั้นก็เลี้ยวตามป้ายเข้าไปเลยค่ะ เข้าไปประมาณ 200 เมตรไฮโล ก็จะเจอกับทางเข้าซื้อบัตรผ่าน พอจ่ายเงินเสร็จแล้วก็ตรงเข้าไปที่จอดรถได้เลย

วิหารแพนธีออน Pantheon

วิหารแพนธีออน Pantheon การไปเที่ยว โรม เมืองหลวงของ ประเทศอิตาลี สิ่งแรกๆ ที่พลาดไม่ได้เลยคือการไปเยี่มชมสถาปัตยกรรมและศิลปะโบราณที่อนุรักษ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี บางสถานที่อาจมีอายุยาวนานมากกว่านั้น และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์มากๆ ด้วยเช่นกันวิหารแพนธีออน Pantheonที่เที่ยวอิตาลี ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดแม้จะผ่านกว่า 2,000 ปีแล้วก็ตาม และนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้ผาช่อ เชียงใหม่

สถาปัตยกรรม วิหารแพนธีออน

วิหารแพนธีออน (Pantheon)คือเทวสถานศักดิ์สิทธิ์ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง 27-25 ปีก่อนคริสต์ศักราชโดย มาร์คุส วิบซานิอุส อะกริบปา (Marcus Vipsanius Agrippa) แม่ทัพซึ่งเปรียบเสมือนมือขวาของ จักรพรรติออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน แม้จุดประสงค์ในการสร้างในยุคนั้นจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ จักรพรรดิฮาเดรียน ในปี ค.ศ. 126 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นเทวสถานบูชาเทพเจ้าแห่งกรีก-โรมันทั้ง 7 แห่งดาวในระบบสุริยะ ได้แก่  พระอาทิตย์ (Apollo) พระจันทร์ (Diana) อังคาร (Mars)  พุธ (Mercury) พฤหัส (Jupiter) ศุกร์ (Venus) และ เสาร์ (Saturn)

ในสมัยนั้น การสร้างเทวสถานเพื่อบูชาเทพเจ้าหลายองค์เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะวิหารกรีก-โรมันส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมักจะมีจุดประสงค์เพื่อบูชาเทพเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่วิหารแพนธีออนแห่งนี้กลับสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าทุกพระองค์ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ แพนธีออน (Pantheon Πάνθεον) ในภาษากรีก แปลว่า “เกียรติศักดิ์แห่งทวยเทพ” นั่นเองค่ะ

แต่เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 609 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นโบสถ์คริสต์ และยังคงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกรุงโรมต่อไป ที่นี่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล (Raphael) หนึ่งในจิตรกรอันเลื่องชื่อจากยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) และ กษัตริย์เอมานูแอลที่สอง (Victor Emmanuel II) ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว

วิหารแพนธีออน

สถาปัตยกรรม วิหารแพนธีออน

ตลอดเวลากว่า 2,000 ปี วิหารแพนธีออน ได้ผ่านการซ่อมแซมต่อเติมนับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวิหารแห่งนี้ถึงยังคงสภาพที่สมบูรณ์ไว้ได้อยู่ สิ่งแรกที่เป็นจุดสังเกตของที่นี่คือ หน้ามุขที่เป็นทรงสามเหลี่ยมและมีเสาศิลปะคอรินเธียน (Corinthian) 8 ต้น แต่ตัววิหารกลับเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายถังน้ำมันขนาดใหญ่ สร้างจักวัสดุที่มีส่วนผสมคล้ายปูนซีเมนต์ในปัจจุบัน ถือเป็นการก่อสร้างที่โอ่อ่าอลังการมากๆ ในสมัยนั้นไฮโล

แต่ที่น่าทึ่งมากที่สุดก็คือ โดมขนาดใหญ่ ที่มี ช่องวงกลม (Oculus) หรือที่เรียกว่า “ช่องตา” อยู่ตรงกลางโดมเพื่อเปิดให้แสงสาดส่องเข้ามาในตัววิหาร โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 43.30 เมตร เชื่อกันว่าเป็นดวงตาสวรรค์ที่เอาไว้เชื่อมโยงระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ แต่ถ้าอิงตามทฏษฎีวิทยาศาสตร์ก็สันนิษฐานว่า Oculus อาจมีหน้าที่เป็นนาฬิกาจากแสงอาทิตย์ เพื่อให้แสงอาทิตย์อาบส่องลงมาที่ตังกษัตริย์เวลาประกอบพิธีต่างๆ ก็เป็นได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว โดมของวิหารแพนธีออนถือเป็นการออกแบบและสิ่งก่อสร้างชิ้นเอกของสถาปนิกในยุคนั้นเลยค่ะ เนื่องจากสถาปนิกและวิศกรในสมัยนั้นพยายามสร้างโดมหลังนี้ให้มีน้ำหนักที่เบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยลดความหนาลงทีละน้อย และมีวัสดุเพื่อให้ถ่ายเทน้ำหนัก ทำให้โดมหลังนี้ยังคงอยู่อย่างมั่นคงสู้แรงโน้มถ่วงมาจนถึงปัจจุบัน

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ ประเทศญี่ปุ่น อย่างเต็มตัวแล้ว ได้เวลาไปตามล่าจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นปอดที่ คามิโคจิ Kamikochi ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับทิวเขาและสายน้ำสุดอลังการจนได้รับสมญานามว่าเป็น Japan Alps นั่นเองค่ะ ใครที่ชอบโทนสีอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ร่วงตัดกับสีฟ้าของสายน้ำ ที่นี่เองค่ะที่ตอบโจทย์มากที่สุด อย่ารอช้า ตามเรามาเลยผาช่อ เชียงใหม่

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

Kamikochi

ท่ามกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,500 ใน จังหวัดนากาโนะ (Nagano) ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของ คามิโคจิ (Kamikochi) แหล่งธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่และแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำอาซุสะ (Azusa River)
แม่น้ำสีฟ้าใสแจ๋วที่ทอดยาวตลอดหุบเขา เป็นจุดชมวิว Japan Alps ที่สวยงามที่สุด และขนานนามว่าเป็น สวิสเซอร์แลนด์แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ใครๆ ก็อยากไปชมความงดงามเหล่านี้ด้วยตาตนเอง

เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่าง เมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) และ ทาคายามะ (Takayama) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมไปเที่ยวแบบ One Day Trip แต่ใครที่อยากจะพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในอุทยาน ที่นี่ก็มีจุดกางเต็นท์และที่พักให้บริการเช่นกัน

ฤดูกาลที่เหมาะกับการไปเที่ยว คามิโคจิ Kamikochi

การจะไปเที่ยว คามิโคจิ นั้น สิ่งที่ควรรู้เป็นอย่างแรกเลยคือ ที่นี่เปิดให้ท่องเที่ยวเพียงปีละ 7 เดือน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึง กลางเดือนพฤศจิกายนเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่มีแพลนไปเที่ยวคามิโคจิในช่วงฤดูหนาวอาจจะได้ไปเสียเที่ยว เพราะจะเป็นช่วงที่ทางอุทยานจะปิดทำการเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัดยังไม่เหมาะแก่การไปเที่ยวในช่วงนั้นอีกด้วย

เสน่ห์ของคามิโคจิจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดู แต่ช่วงพีคที่สุดของการมาเที่ยวที่นี่ก็คือช่วง ฤดูร้อน และ ฤดูใบไม้ร่วง ใครที่ชอบความเขียวขจีของป่าเขา ท้องฟ้แจ่มใส อากาศอบอุ่นหน่อยก็ต้องไปในช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นฤดูกาลแห่งการปีนเขาของคนที่นี่ สายผจญภัยรักธรรมชาติห้ามพลาดเลยแหละ ส่วนใครที่ชอบอากาศเย็นๆ และสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็ต้องมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน บอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน และจะสวยที่สุดในช่วงปลายเดือนตุลาคมค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เหล่าต้นไม้จะระเบิดสีสันออกมาอย่างเต็มที่ ตัดกับภูเขาหิมะและสายน้ำสีฟ้าของแม่น้ำอาซุสะได้เป็นอย่างดีเลย

คามิโคจิ Kamikochi

ไฮไลท์ในคามิโคจิ

มาถึง คามิโคจิ ยังไงก็ต้องไปถ่ายรูปกับ สะพานกัปปะ (Kappa Bridge) ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำอาซุสะพร้อมกับทิวทัศน์ของภูเขาทางด้านหลัง ถือเป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปยอดฮิตของที่นี่ ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้ทุกต้นจะพร้อมใจกันผลัดใบเป็นสีแดง สีส้ม สีเหลือง ไล่สีอย่างสวยงามอลังการที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมี ภูเขายาเกะดาเกะ (Mt.Yake-dake) พิกัดสุดท้าทายสำหรับสายลุยให้ไปปีนเขาชมธรรมชาติให้เต็มที่

ในคามิโคจิมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลักๆ อยู่ 2 เส้น เส้นทางแรกคือ เส้นทางระหว่าง บึงไทโช (Taisho Pond) กับ สะพานกัปปะ ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สำหรับใครที่มีเวลาอยากดื่มด่ำกับธรรมชาตินานๆ ก็แนะนำให้ไปยังเส้นทาง บึงไทโช ไปจนถึง สะพานเมียวจิน (Myojin Bridge) ในระยะทาง 7 กิโลเมตร เราจะได้ชมธรรมชาติอันร่มรื่นของป่าเขา รวมถึงทักทายกับน้องลิงก้นแดงที่จะออกมาให้เราเห็นหน้าค่าตาเป็นระยะ เพลิดเพลินไปอีกแบบค่ะ แต่ขอเตือนเลยว่าให้เช็คสภาพอากาศมาให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก เตรียมร่ม ชุดกันฝน และรองเท้ากันน้ำมาให้พร้อม เพราะเท้าของคุณอาจจะจมน้ำได้ และหนาวเย็นสุดๆ เลยแหละ

การเดินทางไป คามิโคจิ

เราสามารถเลือกเดินทางไป คามิโคจิ ด้วยรถบัสหรือรถไฟก็ได้ หากนั่งรถบัสตรงมาจาก โตเกียว ให้ไปขึ้นที่สถานีต่างๆ เช่น ชินจูกุ (Shinjuku)ไฮโล โตเกียว (Tokyo) และ ชิบูย่า (Shibuya) ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมง สำหรับใครที่อยากประหยัดเวลา แนะนำให้มาทางรถไฟ โดยไปขึ้น รถไฟด่วนพิเศษอาซึสะ (Azusa) ที่ สถานทีชินจูกุ (Shinjuku Station) เพื่อมาลงที่ สถานีมัตสึโมโตะ (Matsumoto Station) ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นให้ไปซื้อตั๋วรถบัสในสถานีเพื่อต่อรถไปยัง คามิโคจิ โดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง 50 นาที

ผาช่อ เชียงใหม่

ผาช่อ เชียงใหม่ ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติแม่วาง ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่อันซีนสุดๆ เลยได้รับฉายาว่า แกรนด์แคนยอนเมืองไทย เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของลมฝน จนทำให้สถานที่นี้ที่เชื่อกันว่าเป็นแผ่นดินเมื่อหลายร้อยปีก่อนและเคยเป็นทางเดินของแม่น้ำปิง จนเมื่อแม่น้ำปิงได้เปลี่ยนย้ายทิศทางไหลไปที่อื่นแทน บริเวณนี้เลยยกตัวขึ้นเป็นเนินเขาสูงที่ถูกตะกอนแม่น้ำปิงทับถมกันเป็นชั้นๆ จนถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาและเสาดินที่มีรูปร่างแปลกตาคล้ายอย่างที่เห็นกันพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

สถานที่นี้ ให้อารมณ์เหมือนกับ แพะเมืองผีในจังหวัดแพร่ หรือละลุในจังหวัดสระแก้วเลยค่ะ แต่ ผาช่อ จะต่างกับที่อื่นตรงที่ จะเป็นเสาหินกำแพงสูง ขนาดใหญ่ ลวดลายแปลกตา สูงมากกว่า 30 เมตร กว้างกว่า 100 เมตร นอกจากนี้ยังมีรังผึ้งขนาดใหญ่อยู่ตามหน้าผาอีกเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวที่ได้ไปเข้าชมต่างก็ต้องตื่นตาตื่นใจกันทั้งนั้นเลย

ผาช่อ เชียงใหม่

ความสุขของการได้เดินไปชมความสวยความงามจากธรรมชาตินั้น มักจะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ไปเลยใช่ไหมคะ โดยเฉพาะสถานที่ที่สร้างจากธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งทำให้เราอยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง สำหรับ ผาช่อ แห่งนี้ก็เช่นกัน เป็นความอลังการของธรรมชาติ ใน จังหวัดเชียงใหม่ ที่จะทำให้ต้องตะลึง

แม้ว่าเส้นทางการเดินเข้าไปชม ผาช่อ นั้น จะต้องลุยป่าฝ่าดงอยู่พอสมควร เต็มไปด้วยก้อนหินก้อนกรวดมากมายตลอดทาง แต่นับว่าคุ้มค่านะคะที่จะได้ไปชมสิ่งอันซีนแบบนี้ และด้วยร่มเงาของป่าไม้สีเขียว อากาศบริสุทธิ์ ก็จะช่วยให้การเดินไม่เหนื่อยจนเกินไป บวกกับการชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นทางเดินธรรมชาติที่ดีเลยทีเดียวค่ะ แนะนำว่าควรใส่รองเท้าผ้าใบไปจะดีที่สุดค่ะ รวมถึงพกน้ำดื่มไว้จิบระหว่างทางด้วยไฮโล

การมาเที่ยว ผาช่อ นั้น แม้ว่าจะต้องเดินป่าสักหน่อย แต่ก็สามารถมาแบบเช้ากลับเย็นได้เลย หรือถ้าใครที่ตั้งใจมาเพื่อเที่ยวอุทยานฯ ด้วยแล้วล่ะก็ สามารถหาที่พักในอุทยานฯ ได้เลยค่ะ นอกจากนั้นบริเวณรอบๆ ก็จะมีที่เที่ยวอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดอยผาตั้ง น้ำตกแม่วาง กิ่วเสือเต้น เป็นต้น บอกเลยค่ะว่า มาที่เดียวแต่เที่ยวได้ครบเลย

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน หน้าหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขค่ะ ใครๆ ก็อยากจะจับมือกันมาชม ทะเลหมอก สวยๆ บนขุนเขาใหญ่ ท่ามกลางอากาศหนาวๆ และโรแมนติก ตามเรามาชิลที่ ทะเลหมอกหยุนไหล บ้านสันติชล แม่ฮ่องสอน

จุดชมวิวหยุนไหลนั้นตั้งอยู่ใน อ.ปาย ค่ะ เลยหมู่บ้านสันติชลขึ้นไปอีกประมาณ 1.6 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะนอนค้างที่ปาย แล้วตอนเช้ามืดก็มารวมตัวกันเพื่อขึ้นรถของชาวบ้านที่หน้าหมู่บ้านสันติชลไปดูทะเลหมอก เพราะทางขึ้นไปด้านบนค่อนข้างชัน และชาวบ้านในพื้นที่จะชำนาญทางมากกว่าบ้านห้วยห้อม แม่ลาน้อย

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน

การขึ้นรถของชาวบ้านไปจะค่อนข้างปลอดภัยในการเดินทาง ค่าบริการจะอยู่คนละ 30 บาทค่ะ รถเต็มประมาณ 10 คน รถถึงจะออก หรือใครจะเหมาคันขึ้นไปชมทะเลหมอกเลยก็ได้เหมือนกันอยู่ที่ครั้งละ 300 บาท

วันนี้เราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเดินทางมาเฝ้ารอดูพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกค่ะ ลมหนาวปะทะหน้าเข้าอย่างจังตอนนั่งรถขึ้นไปที่จุดชมทะเลหมอก อุณหภูมิในตอนเช้ามืดแบบนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 องศาได้ นั่งรถมาสักพักเดียวก็ถึงจุดหมาย พอลงรถก็จะมีทางเดินขึ้นไปที่ด้านบนค่ะ ไม่ไกลมาก ระหว่างทางเดินขึ้นไปด้านบน ก็จะมีดอกบัวตองสีเหลืองสดใสเรียงรายอยู่อีกด้วย

ที่ด้านบนของจุดชมทะเลหมอกหยุนไหลนั้นจะมีจุดชมวิวโล่งๆ ซึ่งจากตรงจุดนี้เราจะสามารถมองเห็นเมืองปายได้ทั้งเมืองทีเดียว จะเห็นสายหมอกกำลังห่อหุ้มเมืองปายไว้อีกด้วยค่ะ เป็นภาพที่สวยงามมาก อีกไม่กี่อึดใจ แสงอาทิตย์สีส้มสว่างก็กำลังจะตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลแล้ว ผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ เรียกได้ว่า ที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองปายที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง

ท่ามกลางทะเลหมอก และภูเขาน้อยใหญ่สลับเรียงรายกันไป ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงจ้าลอดออกมาจากหมู่เมฆ ทุกคนหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพความประทับใจกันอย่างตื่นเต้น นอกจากจุดชมธรรมชาติที่แสนสวยงามนี้แล้ว ยังมีของอร่อยขึ้นชื่อที่ต้องห้ามพลาดอย่าง หมั่นโถว และชาร้อนๆ เป็นมื้อเช้าที่แสนจะชิลมากๆ

ชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล

บ้านดินที่ตั้งอยู่ด้านหลังของจุดชมวิวเป็นจุดที่ขายของที่ระลึก และอาหารเช้าเป็น หมั่นโถว ซาลาเปาทอด และชาร้อนค่ะ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักขึ้นมาชมวิวและทานมื้อเช้าเบาๆ เป็นหมั่นโถว และจิบชาร้อนไปด้วย ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นแบบนี้ ชาสักแก้วช่วยให้คลายหนาวขึ้นได้มากเลยค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีจุดตั้งเต้นท์สำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย ใครที่อยากขึ้นมานอนค้างคืนบนจุดชมทะเลหมอกหยุนไหลแห่งนี้สามารถติดต่อได้ที่หมู่บ้านสันติชลได้ด้วย

ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านสันติชล ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ห่างจากหมู่บ้านสันติชล ประมาณ   1.6  กิโลเมตร เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามของอำเภอปาย ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่ และทัศนียภาพบ้านเรือนของเมืองปายที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอก   คำว่าหยุนไหล เป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน ซึ่งเปรียบเสมือนคนจีนยูนานที่อพยพมาจากเมืองจีน แต่ในที่สุดก็อพยพย้ายถิ่นฐานมารวมกัน จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล สามารถชมได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว  บริเวณจุดชมวิวได้จัดทำเป็นระเบียงชมวิวและจุดถ่ายภาพน่ารักๆ หลายจุด ทั้งระเบียงชมวิว จุดคล้องกุญแจคู่รัก  ป้ายร้อยที่บอกรัก  และศาลาสำหรับนั่งชมวิวยามเช้า   ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องดื่มชาร้อนใส่มาในกาน้ำร้อน ให้จิบไปชมวิวไปได้อีกด้วยโดยคิดราคาชุดละ 20 บาท  สำหรับการมาชมจุดชมวิวเสียค่าเข้าชมคนละ  20 บาท  บริเวณจุดชมวิวมีสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่  ห้องพัก ลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ และร้านค้า คอยบริการนักท่องเที่ยวไฮโล

การเดินทาง

จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล  ตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับหมู่บ้านสันติชน จากตัวเมืองปาย ผ่านวัดน้ำฮู ตรงไปจะถึงหมู่บ้านสันติชน จากนั้นตรงไปจนเกือบสุดทางผ่านหมู่บ้าน จะมีป้ายเขียนว่าจุดชมทะเลหมอกหยุนไหล เส้นทางก่อนถึงหยุนไหล จะแคบและชันเล็กน้อยควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

วัดกระทุ่มเสือปลา อ่อนนุช

วัดกระทุ่มเสือปลา อ่อนนุช เป็นวัดสวยของ ย่านอ่อนนุช ที่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2315 หรือในช่วงสมัยปลายกรุงศรีอยุธยานั่นเอง แต่ไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้สร้างขึ้นมาค่ะ มีเพียงหลักฐานว่า ขุนประเวศชนารักษ์ หรือ เถ้าแก่เอี๋ยว ชาวจีนที่อพยพเข้ามาและได้เข้ารับราชการในราชสำนัก และนางซ้อน กิตติโกวิท ภรรยา นั้น ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2467

แต่สาเหตุที่เรียกกันว่า วัดกระทุ่มเสือปลา นั้น ก็เพราะมาจากเมื่อก่อนพื้นที่ในบริเวณรอบวัด มีต้นกระทุ่มขึ้นอยู่รอบๆ นั่นเอง และมีเสือปลาอาศัยอยู่เยอะแยะมากมาย ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกชื่อวัดแบบนี้กันนั่นเองค่ะ และวัดเก่าอย่างนี้ ก็ต้องมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามอย่างแน่นอนพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

วัดกระทุ่มเสือปลา อ่อนนุช

โดยภายในวัด จะมีอุโบสถที่ประดิษฐาน หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปประดับเพชรที่จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราชสมัยสุโขทัยอีกที มี วิหารเทพประทานพร ที่ภายในจะมีงานศิลปกรรมเกี่ยวกับพุทธนิกายมหายานอยู่ ทั้ง จิตรกรรมฝาผนังแบบศิลปะจีน ประติมากรรมท้าวจตุโลกบาล และ พระโพธิสัตว์เทพเจ้าต่างๆ เป็นต้น

วิหารหลวงพ่อพุทธโสธร ที่อยู่ในอุโบสถหลังเก่าของวัด สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมจีนแบบผสมไทยนั่นเอง รวมถึงยังมี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ภายในจะประดิษฐานรูปปั้นของพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป ทั้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

และ พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป 80 ปาง ที่รวมพระพุทธรูปปางต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยมีชื่อปางและคำอธิบายของแต่ละปางอย่างละเอียด เช่น ปางพยาบาลภิกษุ สร้างโดยอ้างอิงพุทธประวัติ ทำเป็นรูปพระพุทธเจ้า ทรงประคองพระภิกษุทางศีรษะ แล้วทำความสะอาดร่างกายภิกษุผู้อาพาธนั่นเองค่ะ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ทั้งสองถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางศาสนาที่สำคัญของวัดอย่างมากเลย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ วัดสวย ย่านอ่อนนุช แห่งนี้ กับ วัดกระทุ่มเสือปลา นอกจากความสวยยิ่งใหญ่แล้ว ก็ยังรวบรวมความรู้เอาไว้แน่นๆ อีกด้วย เรียกได้ว่ามาไหว้พระทั้งที ได้ทั้งบุญทั้งความรู้ไปพร้อมๆ กันเลย ใครอยู่แถวๆ นี้ แต่ยังไม่เคยไป บอกเลยว่าต้องลองมาสักครั้ง

วัดกระทุ่มเสือปลา วัดสวย

วัดกระทุ่มหรือวัดกระทุ่มเสือปลาตั้งอยู่บนถนนอ่อนนุช ซอย ๖๗ ริมคลองประเวศบุรรรมย์ฝั่งใต้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ ๒๓๑๕ ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏนามของผู้สร้าง มีเพียงหลักฐานกล่าวไว้ว่าขุนประเวศชนารักษ์หรือเถ้าแก่เอี๋ยว ชาวจีนที่อพยพเข้ามาและได้เข้ารับราชการในราชสำนัก และนางซ้อน กิตติโกวิท ภรรยา ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ เหตุที่เรียกกันว่าวัดกระทุ่มเสือปลานั้น มีที่มาจากในสมัยก่อนพื้นที่รอบวัดมีต้นกระทุ่มขึ้นอยู่รายรอบ และมีเสือปลาอาศัยอยู่ชุกชุม ชาวบ้านในละแวกนั้นจึงเรียกชื่อวัดตามสภาพแวดล้อมที่ปรากฏ ปัจจุบันวัดกระทุ่มเสือปลามีพระครูโสภณพิหารกิจ เป็นเจ้าอาวาส

สิ่งที่น่าสนใจ คือ หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปประดับเพชร จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราชสมัยสุโขทัย จีวรประดับด้วยเพชรรัสเซียนับพันเม็ด ทั้งความงดงามและล้ำค่าดังกล่าวนี้เองที่ทำให้วัดกระทุ่มเสือปลาได้รับการบันทึกให้ป็นสถานที่ “อันซีนบางกอก”บาคาร่า ของกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ซึ่งประดิษฐานรูปปั้นของพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้มีความงดงามและปั้นได้เหมือนกับคนจริงมาก พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป ๘๐ ปาง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยมีชื่อปางและคำอธิบายของแต่ละปางอย่างละเอียด ซึ่งพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางศาสนาที่สำคัญของวัด

ไหว้พระ วัดกระทุ่มเสือปลา

ภายในวัดมีศาลเจ้าพ่อเสือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าที่อยู่ภายในวัดมานานหลายร้อยปี แต่เดิมเป็นเพียงศาลเพียงตาเล็กๆ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๔๖๐ ภายในมีภาพวาดเสือโคร่งเป็นตัวแทนให้สักการะบูชา ต่อมาได้มีผู้ศรัทธาสร้างศาลรวมทั้งได้สร้างองค์เจ้าพ่อเสือถวาย นอกเหนือไปจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญแล้ว บริเวณด้านหลังที่ติดกับคลองจัดเป็นอุทยานปลา ที่สามารถใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและทำบุญให้ทานได้ ภายในวัดมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเปิดสอนนักธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๘ และโรงเรียนวัดกระทุ่มเสือปลาเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในที่ดินของวัด
กิจกรรมสำคัญที่สำคัญภายในวัดนอกเหนือจากการทำบุญในทุกวันธรรมสวนะหรือเทศกาลอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาแล้ว ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ จะเป็นงานเทศกาลประจำปีที่จะมีการเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเพื่อสืบสานตำนานมาฆบูชา

การเดินทาง วัดกระทุ่มเสือปลา

ถ้ามาจากถนนทางหลวงเส้นกาญจนาภิเษก ก็ให้ตรงไปสู่ถนนอ่อนนุชเลยค่ะ จากนั้นมุ่งหน้าตรงไปทางถนนพัฒนาการ แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยอ่อนนุช 67 ตรงนี้จะเห็น วัดกระทุ่มเสือปลา อยู่ทางด้านซ้ายมือเลย