คลังเก็บป้ายกำกับ: การตลาดออนไลน์

กลยุทธ์ SEO คืออะไร

กลยุทธ์ SEO คือ การวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในกระบวนการการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นสู่หน้าแรกของ Search Engine อย่าง Google ซึ่งแน่นอนว่ากว่าเว็บไซต์จะขึ้นมาแสดงผลในลำดับแรกๆ ได้นั้นต้องอาศัยกระบวนการ การทำงานมากมายตั้งแต่การทำแผนการตลาด SEO ศึกษาค้นคว้าคำค้นหาต่างๆ (Keyword Research) กับทั้งคู่แข่งและมองหาคีย์เวิร์ดใหม่ๆ ในการทำ SEO บนเว็บไซต์ตัวเองเพื่อให้ใต่อันดับขึ้นไปติดหน้าแรก Google

โดยกลยุทธ์การทำ SEO ที่ว่าคือการมองภาพรวมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงเป้าหมายปลายทางและหลังจากเมื่อถึงเป้าหมาย (ติดหน้าแรก – อันดับที่ 1 บน Google) แล้ววิธีการหรือเทคนิคที่เราจะใช้ในการประคองให้ตำแหน่งของเรายังอยู่ที่ 1 ไปเรื่อยๆ จะต้องทำอย่างไร

นอกเหนือจากนี้กลยุทธ์การทำ SEO คือวิธีการที่สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งนั่นจะต้องผ่านการวางแผนและเตรียมเทคนิคสำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็นการคอยติดตามอัปเดตจากทาง Google อยู่เสมอว่ามีการปรับ Algorithm อะไรอีกหรือเปล่า มีเทคนิคใหม่ๆ อะไรบ้างไหม คู่แข่งเราเขาทำอย่างไร ฯลฯ ภาพรวมพวกนี้จะช่วยประเมินให้คุณทราบได้ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ต่อไปอย่างไรOff-Page SEO คืออะไร

เริ่มการวางแผนกลยุทธ์ SEO

เริ่มการวางแผนกลยุทธ์ SEO

เมื่อคุณวางแผนกลยุทธ์การทำ SEO เป็นที่เรียบร้อยสามารถเริ่มขั้นตอนการทำ SEO

เริ่มต้นด้วยการทำ SEO Audit

ตรวจสอบหน้าเว็บไซต์ปัจจุบันว่ามีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO หรือไม่ โดยจะต้องดูตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์ การวาง Sitemap ไปจนถึงโครงสร้างคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อดูภาพรวมและวางแนวทาง

แบ่งหน้าที่รับผิดชอบงาน

กำหนดหน้าที่ให้กับทีมแต่ละคนอย่างชัดเจนหรือมองหาเอเจนซี่รับทำ SEO เพื่อให้เข้ามาช่วยดูแลในงานส่วนนี้ ข้อนี้สำคัญอย่างมากเพราะการทำ SEO เป็นกระบวนการทำที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยราว 3-6 เดือนถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม (เว็บไซต์ปรับอันดับขึ้นหน้าแรก) นั่นจึงทำให้หลายๆ บริษัทที่ไม่ได้มีทีมงานดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะมักจะเจอปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำ SEO เนื่องจาก พนักงานแต่ละคนก็มีหน้าที่อื่นๆ ต้องรับผิดชอบด้วย ทำให้ไม่มีเวลามาดูรายละเอียดและคอยเพิ่มประสิทธิภาพสักเท่าไร นี่จึงทำให้เอเจนซี่รับทำ SEO กลายเป็นทางเลือกที่ดีและอยากให้เก็บไว้พิจารณา

ทำ Keyword Research

เพื่อค้นหาคำที่คุณต้องการทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณแสดงบนหน้าแรกเวลาที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตค้นหาคำนั้นๆ ทำได้โดยการใช้เครื่องมือต่างๆ อาทิ SEMRush, KWFinder, Keyword Tool ซึ่งอาจเริ่มโดยการค้นหาเทรนด์ด้วย Google Trends เพื่อดูว่า ณ ช่วงเวลานั้นมีคำค้นหาไหนที่ได้รับความนิยมบ้าง

เริ่มดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์การทำ SEO

เมื่อเตรียมกลยุทธ์การทำ SEO ต่างๆ พร้อมแล้วก็เริ่มทำงานเป็นลำดับขั้นตามที่วางไว้ได้เลยตั้งแต่ เข้าไปปรับปรุงเว็บไซต์ผ่านระบบหลังบ้าน ทำคอนเทนต์ทั้ง On Site (คอนเทนต์บนหน้าเว็บ) Off Site ส่งคอนเทนต์ออกไปข้างนอกเพื่อให้ได้ลิงก์กลับมา (Backlink) โดยใจความสำคัญของการทำ SEO คือทุกๆ อย่างต้องเป็นธรรมชาติไม่ทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป (มากเกินไป อาจถูกมองว่าเป็น Spam ได้) และหากเป็นเนื้อหาก็จะต้องเป็นคอนเทนต์คุณภาพ ไม่ไปลอกใครมา

กลับมาตรวจสอบอยู่เสมอ

คอยตรวจสอบประสิทธิภาพการทำ SEO ของตัวเองอยู่เสมอ หากเห็นว่าลำดับตกลงหรือเริ่มมีอะไรผิดปกติก็ควรเข้าไปแก้ไขโดยด่วนเพราะต่อให้มีกลยุทธ์การทำ SEO ที่ดีแค่ไหน แต่ขาดการใส่ใจอย่างสม่ำเสมอก็สามารถทำให้คู่แข่งเอาชนะคุณได้

 

ความสำคัญของการทำ SEO

ความสำคัญหรือประโยชน์ของ SEO หากมองผิวเผินก็คงเป็นแค่การทำให้เว็บไซต์ขึ้นติดหน้าแรก Google เท่านั้น แต่สิ่งต่างๆ ที่คุณจะได้หลังจากที่เว็บไซต์ติดหน้าแรกโดยเฉพาะอย่างยิ่งติดอันดับ 1 ในการค้นหาผ่าน Google

ลูกค้าจะพบเจอคุณก่อนใครๆ และมีโอกาสจะเข้ามาเป็นลูกค้าได้ในอนาคต
ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ เพราะการจะมาติดอันดับบนหน้าแรก Google นั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้
ลดต้นทุนสำหรับงบประมาณด้านการตลาดอื่นๆ ได้ ถ้าติดหน้าแรกแล้วการทำโฆษณาก็อาจจะลดปริมาณลงได้
เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
มีโอกาสเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ ผู้บริโภค ลูกค้า ฯลฯ ได้มากกว่าคู่แข่ง (ข้อมูล นำไปต่อยอดทำการตลาดอื่นๆ ได้มากมาย)

คงไม่ผิดหากจะพูดว่า SEO คือหัวใจหลักในการทำ SEO ของคุณจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าคุณจะทำด้วยตัวเอง มีทีมงานภายในช่วยทำให้หรือจะจ้างเอเจนซี่รับทำ SEO รายเดือน เพียงแค่คุณมีกลยุทธ์การทำ SEO ที่ดี ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกที่คุณสามารถพิจารณาเองได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและอัปเดตข้อมูลจากแพลตฟอร์มให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่า “เราไม่ใช่คนเดียว” ที่ต้องการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ 1 บนหน้าแรก Google

กลยุทธ์ SEO คืออะไร

หากคุณจะยังไม่รู้ว่า ​SEO คืออะไร อย่างน้อยก็ต้องเคยใช้งาน Google เพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูล หาความรู้ หาสินค้า หาบริการ โดยหน้าที่ของ Google ก็คือการแสดงผลการค้นหา และเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword หรือคำที่เราใช้ค้นหานั่นเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังหาร้านรับตัดผ้าม่านสำหรับคอนโดอยู่ คุณก็สามารถเข้าไป Google และพิมพ์ว่า “รับตัดผ้าม่าน คอนโด” Google ก็จะเอาเว็บไซต์ต่างๆ ที่รับตัดผ้าม่านมาขึ้นแสดงให้คุณได้เลือก และคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

คำถามคือ Google ใช้อะไรมาเป็นตัววัดว่าเว็บไซต์ไหนได้ขึ้นหน้าแรก? เว็บไซต์ได้ขึ้นตำแหน่งบน? ทำไมเว็บไซต์อีกมากมายไม่ได้ขึ้น? ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้ก็จะเกี่ยวข้องกับ SEO ที่เรากำลังจะทำความรู้จักในบทความนี้

SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร SEO Marketing คือ SEO ทําอย่างไร
SEO คือ ผลการค้นหาบน Google ที่แสดงในกรอบสีแดง
ในการแสดงผลของ Google บนหน้าค้นหา (SERP) SEO จะมีการแสดงผลอยู่หลายหน้า เริ่มตั้งแต่หน้า 1, 2, 3, 4, … ไปเรื่อยๆ โดยหน้า 1 ก็จะมีการแสดงผล อันดับ 1-10 หน้า 2 แสดงผลอันดับ 11-20 ซึ่งเป้าหมายที่ทุกคนต้องการก็คือการขึ้นแสดงผลบนหน้าแรก หรือ Top 10 (หน้าแรก) หรือสูงกว่านั้น เช่น Top 5 และ Top 3

ยิ่งเว็บไซต์แสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น อัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ (CTR) ก็จะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน

คลิกที่ได้จาก SEO เรียกว่าเป็น Organic Traffic เนื่องจากเราไม่ต้องเสียค่าคลิกให้ Google เลยสักนิด ในขณะที่ Google Ads (SEM) หรือ โฆษณา Google จะเป็นการติดหน้า Google แบบลงโฆษณา เสียเงินให้ Google ตามจำนวนคลิก

การทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO คืออะไร

จะเปิดเว็บไซต์ทำธุรกิจออนไลน์ไม่รู้ว่า SEO คืออะไร ไม่ได้! การทำ SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งบนเว็บไซต์ (On-page) และนอกเว็บไซต์ (Off-page) โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ Google ถูกใจเว็บไซต์ (เป็นไปตามมาตรฐานของ Google มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่สุด) และนำมาแสดงบนหน้าแรก ซึ่งหากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่พอมีความรู้พื้นฐาน ก็สามารถปรับแต่งเบื้องต้นด้วยตัวเองได้เหมือนกัน

โดยเบื้องต้นของ การทำ SEO ก็จะเป็นการปรับบนเว็บไซต์ (On-page Optimization) ในด้าน Meta Title, Meta Description, Keyword Density, Image Optimization, Website Structure, Site Map และ Page Speed เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก และเป็นขั้นตอนที่ควรใสใจที่สุด นอกจากนี้ก็จะเป็นการทำ Off-page Optimization เช่น สร้าง Backlink จากการทำ Outreach เพื่อให้ได้ Backlink ที่มีคุณภาพ ซึ่งก็สำคัญมากเหมือนกัน โดยหากทำลิงก์มั่วจะมีโอกาสโดน Google แบนได้นะครับ

เหตุผลที่ทุกคนต้องการทำ SEO ให้ติด Google หน้าแรก ยิ่งตำแหน่งบนเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะว่า CTR หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์จะสูงขึ้น เช่น เว็บไซต์ที่ติดอันดับ 1-3 ก็มีโอกาสดึง Traffic เข้าเว็บไซต์ได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับ 8-10

หน้าแรกคือเป้าหมายของการทำ SEO เพราะอัตราการคลิก (CTR) จะสูงขึ้น Google จะมี Algorithm เหมือนเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเว็บไซต์มาขึ้นแสดงผล ประมาณว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ของ Google มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ค้นหามากที่สุด ก็จะกลายเป็นลูกรักของ Google และมีโอกาสที่จะได้รับการแสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ของ Google เพื่อให้ Google นำไปจัด Ranking ใน Keyword นั้นๆ ที่เราต้องการโฟกัส

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา
หากคุณมีเว็บไซต์และลองสังเกตดูจะเห็นว่าบางทีก็ขึ้นอันดับ 12 อีกวัน ขึ้นมา 10 อีกวัน ตกไป 14 จากนั้นก็ขึ้นมา 9 (หน้าแรก) แล้วก็ตกกลับไปอันดับ 11 ซึ่งคนที่เริ่มทำ SEO ใหม่ๆ ก็อาจจะหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา

เหตุผลที่อันดับแกว่งไปมาส่วนใหญ่มาจากที่เว็บของคุณยังทำ SEO ได้ไม่แข็งแรง และปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรง และไม่เป็นระบบ อาจทำให้ Google งง เช่น มี Duplicate Pages หรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ
  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามา Crawl ในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกัน หากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับ SEO หรือการ Crawl ของ Google Bot ก็อาจทำให้ Ranking ตกลงได้ เช่น ปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรง ในขณะที่คู่แข่งขยันทำ SEO กันอย่างต่อเนื่อง เพราะหาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้นๆ มาแสดงเหนือกว่าได้
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น Social Signal, Link Profile และ User Experience
    เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย เป็นภัยต่อผู้ใช้ เช่น ระบบ SSL ไม่ทำงาน หรือเว็บไซต์โดนแฮก เป็นต้น
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน (Google จะเริ่มหันมามองหากเว็บไซต์มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป)
    ยิ่งหากเว็บไซต์ที่อยู่ตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดการแกว่งได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกับเว็บที่ SEO ยังไม่แข็งแรง โดยหากเปรียบเทียบเว็บไซต์ A ที่อยู่อันดับ 5 กับ เว็บไซต์ B ที่อยู่อันดับ 25 แน่นอนว่าเว็บ B มีโอกาสแกว่งสูง เช่น เมื่อวาน 25 วันนี้ 30 ในขณะที่เว็บ A เมื่อวานอาจจะอยู่อันดับ 5 วันนี้อาจจะเป็นอันดับ 6

Google ทำงานอย่างไรในการเอาหน้าเว็บไปแสดง
แม้การทำงานของ Google จะซับซ้อนมากพอสมควร และเราสามารถสรุปง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ในการที่เว็บไซต์ของเราถูกตรวจสอบโดย Google และนำไปแสดงผล

Google Bot ทำการ Crawl เข้าไปบนแต่ละหน้าของเว็บไซต์
ทำการ Index หน้าที่ผ่านการ Optimize แล้วเข้าไปในลิสต์
เมื่อมีคนค้นหาบน Google ระบบก็จะเลือกเว็บไซต์ในลิสต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุดในทุกๆ ด้านมาขึ้นแสดง
ดังนั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการทำ SEO หรือทำ SEO ยังไม่เต็มที่ ก็มีโอกาสที่ Google Bot จะพบว่าไม่ผ่านการ Optimized จึงไม่ถูกนำเข้าในลิสต์ ส่งผลให้ไม่ถูกนำไปแสดง

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เว็บไซต์ถูก Index ในขั้นตอนที่ 2 แล้ว แต่ Google ก็ยังมองว่าเว็บไซต์คุณยังไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลายๆ เว็บ ก็อาจทำให้ไม่ถูกนำไปแสดงผลเช่นกัน หรืออาจจะแสดง แต่แสดงในตำแหน่งที่ต่ำ

เปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของ SEO กับ SEM (Google Ads)
หลายคนยังสงสัยว่า SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร เรามาลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และการทำงานของ SEO และ SEM

ถึงแม้ Google Ads กับ SEO จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหา Google แต่ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งวิธีการทำ การแสดงผล กลยุทธ์ และค่าใช้จ่าย

SEO Marketing คือ อีกหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ เพราะเป็นอีกหนึ่งในวิธีในการช่วยให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่ม Organic Traffic ที่กำลังมองหาสินค้า หรือบริการเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายบนช่องทางออนไลน์

SEM คือ Search Engine Marketing หมายถึงการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google โดยจริงๆ แล้วจะรวมทั้ง การทำ SEO และการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads แต่หลายคนมักจะใช้คำว่า SEM แทนการทำโฆษณาแบบ Google Ads ดังนั้นหากได้ยินคนพูดถึง “SEM” หรือในบทความนี้ที่เราพูดถึง​ SEM ก็หมายถึงการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads หรือเรียกว่า PPC (Pay Per Click) ซึ่งการทำงานของระบบโฆษณาจะเป็นลักษณะประมูลค่าคลิก หรือ Bidding​ โดยเราสามารถกำหนด Max. CPC (Maximum Cost per Click) ได้ว่าเรายินดีจะจ่ายให้ Google กี่บาทต่อ 1 คลิก

SEO ไม่ได้ถือเป็นการลงโฆษณา เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาให้ Google ในขณะที่ SEM หรือการลงโฆษณา Google Ads คือการลงโฆษณาแบบที่ต้องเสียค่าคลิก ให้ Google โดยจะช่วยเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ในรูปแบบ Paid Traffic การทำ SEM หรือ Google Ads จึงเป็นรูปแบบ Pay to Play หรือ “จ่ายเงินเพื่อลงไปเล่นในสนาม” ยิ่งจ่ายมากก็ยิ่งแสดงมา ยิงมี Traffic เข้ามามาก แต่หากจะทำ SEM ก็ต้องระวังให้ดี เพราะหลายคนที่ทำโฆษณา Google เอง แล้วเซ็ตผิด เงินค่าโฆษณาอาจไหลโดยไม่รู้ตัว

ท้ายบทความเราจะแชร์กันคร่าวๆ ว่ากลยุทธ์ SEO ทําอย่างไร แต่ก่อนไปถึงตรงนั้น เรามาดูรายละเอียดกันว่า SEO และ SEM ต่างกันตรงไหนบ้างจาก Infographic นี้ (สามารถนำภาพไปแชร์ต่อได้เลย แต่ฝากให้เครดิตใส่ลิงก์มาที่ pacymedia.com ด้วยนะครับ)

รับทำ SEO กลยุทธ์ SEM และ กลยุทธ์ SEO ต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย SEM และ SEO เพื่อวางกลยุทธ์ในแต่ละช่องทาง

SEO

  • วางกลยุทธ์ในระยะยาว
  • ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)
  • ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)
  • หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น
  • เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ
  • ใช้ทีมงานหลายฝ่าย เช่น SEO Specialist, Programmer, Off-page Specialist, Content Writer, Graphic Designer
  • ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
  • เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

SEM (Google Ads)

  • วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว
  • เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)
  • โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
  • หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที
  • เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด
  • เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบ
  • ไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว
  • ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking
  • หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา
  • หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง
  • ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด

Off-Page SEO คืออะไร

Off-Page SEO คืออะไรOff-Page SEO คือ

Off-Page SEO คือ อะไร การสู้ทนเพื่อการติดอันดับบน Google แม้ว่าจะ ทุ่มเท อีกทั้งดวงใจ แล้วก็จิตวิญญาณ ลงไปใน Content และตาม แต่ว่า Off-Page SEO ของคุณก็บางที

อาจ เป็นต้นเหตุ ที่ ทำให้วิธีการทำ ชั้น นั้นไม่ดี อย่าง ที่คาดหวังไว้ ก็ได้

กระบวนการทำ SEO นั้นจะ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหมายถึง On-Page SEO แล้วก็ Off-Page SEO

ผู้คน ส่วนใหญ่ เห็นว่า Off-Page SEO นั้น ราวกับ การผลิต ลิงก์ ซึ่ง ข้อเท็จจริง

แล้ว เป็น แบบนั้นไหม?


Off-Page SEO คือ ?

Off-Page SEO ได้แก่การใช้ ปัจจัยภายนอก เว็บ สำหรับการ เปลี่ยนแปลง การจัดชั้น ของวัสดุค้นหา

แม้การ สร้างลิงก์ จะ เป็น งานประจำ ของ Off-Page SEO แม้กระนั้น ในรูปภาพ

รวม แล้ว มันมีความมากมาย มากยิ่งกว่านั้น

 

On-Page SEO และ Off-Page SEO

On-Page SEO นั้น เป็นต้นเหตุ ที่ คุณ สามารถ ควบคุมได้ ด้วยตัวเอง แม้กระนั้น

Off-Page SEO นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอ

 

ด้วยเหตุว่า พวกเรา มิได้ เปลี่ยน อะไร เกี่ยวกับ เว็บ ของ พวกเรา ใน กรรมวิธี นั้นเลย

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิด พวกเรา ปรับแก้ ความเร็ว ของ เว็บเพจ ด้วย การเพิ่ม

คุณภาพ ของ รูปภาพ โน่น เป็น On-Page SEO เพราะว่า พวกเรา ทำ เปลี่ยน นั้น

บนเว็บโดยตรง

ถ้าคุณ กำลัง งงงวยว่ายุทธวิธี ที่ คุณ ใช้ อยู่ นั้น เป็น แบบ ใด ให้ ทดลองถาม

ตนเอง มอง ว่า มัน อยู่ สำหรับการ ควบคุม ของ คุณ หรือเปล่า?

ถ้าหาก คำตอบ เป็น “ไม่” ก็เป็นได้ว่านั่นเป็น Off-Page SEO

แต่ว่า ก็ยังมีต้นสายปลายเหตุ ของ Off-Page SEO บางสิ่ง ที่ คุณ สามารถ

ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ อาทิเช่น Google My Business

 

เพราะเหตุไร Off-Page SEO เลยมีความจำเป็น?

Google คิดถึงปัจจัยภายนอก เยอะแยะเมื่อ อยากได้ตกลงใจ ว่า จะ จัดลำดับ

เว็บเพจ เช่นไร รวมทั้งลิงก์ เป็น หนึ่ง ใน เหตุ พวกนั้น แม้กระนั้นก็ยังมีต้นเหตุ

อื่นๆ อยู่ อีกเพียบเลย ด้วยเหมือนกัน

ด้วย เหตุผล นั้น ก็เลยเกิดเรื่อง ยากถ้าเกิด จะ อาศัย Content เพียงอย่างเดียว

สำหรับการ ทำ ชั้น ให้ ดียิ่งขึ้น

เหตุผล ของ off-page SEO ที่เกี่ยวข้องกับ ลิงก์

Backlink (ลิงก์จากเว็บเพจ อื่น ที่ เชื่อมโยง ยัง กลับมา ยัง เว็บเพจ ของ พวกเรา)

บางทีอาจ เป็นส่วน ที่ สำคัญ ที่สุด ของ Off-Page SEO

ด้วยเหตุว่า การค้นหา ของ Google ถูกทำมาจาก สิ่ง ที่ เรียก ว่า PageRank ซึ่ง

เป็น อัลกอริที่ม ที่ มอง ประสิทธิภฟาพ แล้วก็ จำนวน ของ Backlink ที่มายัง

เว็บเพจ นั้น ผู้ที่มีความชำนาญ บางบุคคลเห็นว่า PageRank เป็นแถวคิด ที่เชย

แต่ว่า Google ยังคง รับรอง ว่านั่น เป็น สาเหตุ หนึ่ง สำหรับในการ จัดลำดับ จาก

เมื่อ ปีที่ผ่านมา

 

รายการของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Off-Page SEO

 

ปริมาณของ Domain อ้างอิง

ไม่เพียงแค่ การ ได้รับ ลิงก์ จาก Domain อ้างอิงซึ่งไม่ ซ้ำกัน จะก่อให้การจัด

ชั้น ที่ ดียิ่งขึ้น เพียงแค่นั้น แม้กระนั้น ยัง รวมถึง ยอด การค้นหารวม ด้วย

 

ความนิยมชมชอบ ของลิงก์

ทุกลิงก์ ที่สร้าง มามิด้มีความเท่าเทียมกัน ซึ่ง ประสิทธิภาพ ก็คือ หนึ่ง ใน หัวข้อ

นั้นมัน เป็น ส่วนใดส่วนหนึ่ง สำหรับเพื่อการ ปฏิบัติงาน ของ PageRank ยิ่งลิงก์ นั้น

ความนิยมชมชอบมี ความชื่นชอบ สูง ก็ จะ ยิ่งสร้างความชื่นชอบไป ยังเว็บเพจ

นั้น สูง ตาม ไป ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่ง ได้ ว่า ลิงก์ จาก เว็บ ที่ มีความชื่นชอบสูงมี

ค่ามากยิ่งกว่าลิงก์จากเว็บ ที่มีความชื่นชอบ น้อยกว่า

 

Dofollow และ Nofollow

Google มิได้คิดคะแนน RankPage ให้กับลิงก์ที่ ใส่ rel=nofollow เอาไว้ใน

ส่วนของ Tag

ด้วยเหตุดังกล่าว Google จะ ให้ความใส่ใจ เพียงแค่ ลิงก์ ที่ ให้ ติดตาม ผล

ตอบแทน เพียงแค่นั้น (dofollow)

ลิงก์ โดยมาก จะ สามารถ ติดตาม ได้ ( เป็น การ ซึ่งสามารถ คลิก เพื่อ ไป ยัง จุด

หมายปลายทาง ของลิงก์ได้) แต่ว่า บางเว็บ ยกตัวอย่างเช่น Forbes นั้น ดู

เหมือนจะทุก ลิงก์ ขาออก จะเป็น nofollow

 

Anchor Text

Anchor Text เป็น ลิงก์ ที่อยู่ ใน ลักษณะของ คำ ทั่วๆไป ซึ่งสามารถคลิก เพื่อ

เชื่อมโยง ไป ยัง อีก เว็บเพจ หนึ่งได้

Google ได้เจาะจงไว้ภายใน สิทธิบัตร RankPage ของพวกเขาไว้ว่า

Google ใช้เคล็ดวิธี จำนวนมากเพื่อ เปลี่ยนแปลง ประสิทธิภาพ การค้นหา ซึ่ง

รวมถึง ชั้น การค้นหา , Anchor Text และก็ ข้อมูล ที่ มีความใกล้เคียง กัน

กล่าวได้ อีกอย่างหนึ่ง ว่า มีความน่าจะเป็นว่า Backlink ที่เป็น Anchor Text

ที่เกี่ยวโยง กับ ประเด็นนั้น จะ มีผลต่อ การจัด ชั้น

นี้ เป็นสิ่งที่ พวกเรา เล่าเรียน รวมทั้ง พวกเรา เจอ ความเกี่ยวพัน ระหว่าง ความเด่น

ชัด ความคลุมเครือ รวมทั้งการใช้กลุ่มคำ ของ Anchor Text แม้ว่าจะ เป็น

เพียงแต่ ส่วน น้อย ก็ตาม

เกิดเรื่อง โชร้าย ถ้าคุณ สร้าง ลิงก์ด้วย แนวทาง White-Hat ( การเอาอย่างหลัก

ที่วัสดุค้นหาชี้แนะไว้อย่างแม่นยำตาม ศีลธรรม) คุณ จะควบคุม จำนวน ลิงก์ ที่

คุณ จะได้รับ กลับมา ได้ ไม่ดี นัก เว้นเสียแต่ เว็บเพจ ของ คุณ จะ เป็น บล็อก ผู้เที่ยว

ชม ปกติ

แม้ว่า คุณ จะ สามารถ ควบคุม จำนวน ลิงก์ ขาเข้า จาก Anchor Text ของ คุณได้

ก็ตาม โน่นก็บางทีอาจไม่ใช่ สิ่งดีเสมอก็ได้ เนื่องจากขณะนี้มี Penguin ที่

เป็น ส่วนใดส่วนหนึ่งของ อัลก อริ มหลัก ของ Google เวลานี้ ซึ่งกำลังกระทำ

การลงทัณฑ์เว็บ ที่ มานะ จัดลำดับ ด้วยการผลิต Anchor Text ที่ พากเพียร ใช้

Keyword คำเดียว มากไม่น้อยเลยทีเดียว จนถึงเหลือเกิน

รับทำ SEO นั่น ทำให้เห็นว่า ลิงก์จากเว็บเพจ ที่ มี ยอด เข้าชม สูง จะ มีน้ำ หนัก มากยิ่งกว่า

ลิงก์ ที่ มียอด การเข้าชม น้อย ไหมมี เลย

แต่ แม้ว่าจะมองมีเหตุผลสำหรับในการ ให้ความใส่ใจ กับลิงก์ จากเว็บเพจ ที่ มี

ยอด ผู้เข้าชม สูง แม้กระนั้น ก็ ไม่มี หลักฐาน ว่า ลิงก์ จาก เว็บเพจ ที่ มี ยอด ผู้เข้าชม

น้อย นั้น จะไม่มีความจำเป็น เลย ถ้าเกิด เว็บเพจ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกัน และก็มี

ยอด ผู้เข้าชม ใน ระดับ หนึ่ง คุณ ก็ควร ทำงาน ถัดไป