คลังเก็บหมวดหมู่: ท่องเที่ยว

วิหารแพนธีออน Pantheon

วิหารแพนธีออน Pantheon การไปเที่ยว โรม เมืองหลวงของ ประเทศอิตาลี สิ่งแรกๆ ที่พลาดไม่ได้เลยคือการไปเยี่มชมสถาปัตยกรรมและศิลปะโบราณที่อนุรักษ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี บางสถานที่อาจมีอายุยาวนานมากกว่านั้น และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์มากๆ ด้วยเช่นกันวิหารแพนธีออน Pantheonที่เที่ยวอิตาลี ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดแม้จะผ่านกว่า 2,000 ปีแล้วก็ตาม และนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้ผาช่อ เชียงใหม่

สถาปัตยกรรม วิหารแพนธีออน

วิหารแพนธีออน (Pantheon)คือเทวสถานศักดิ์สิทธิ์ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง 27-25 ปีก่อนคริสต์ศักราชโดย มาร์คุส วิบซานิอุส อะกริบปา (Marcus Vipsanius Agrippa) แม่ทัพซึ่งเปรียบเสมือนมือขวาของ จักรพรรติออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน แม้จุดประสงค์ในการสร้างในยุคนั้นจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ จักรพรรดิฮาเดรียน ในปี ค.ศ. 126 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นเทวสถานบูชาเทพเจ้าแห่งกรีก-โรมันทั้ง 7 แห่งดาวในระบบสุริยะ ได้แก่  พระอาทิตย์ (Apollo) พระจันทร์ (Diana) อังคาร (Mars)  พุธ (Mercury) พฤหัส (Jupiter) ศุกร์ (Venus) และ เสาร์ (Saturn)

ในสมัยนั้น การสร้างเทวสถานเพื่อบูชาเทพเจ้าหลายองค์เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะวิหารกรีก-โรมันส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมักจะมีจุดประสงค์เพื่อบูชาเทพเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่วิหารแพนธีออนแห่งนี้กลับสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าทุกพระองค์ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ แพนธีออน (Pantheon Πάνθεον) ในภาษากรีก แปลว่า “เกียรติศักดิ์แห่งทวยเทพ” นั่นเองค่ะ

แต่เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 609 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นโบสถ์คริสต์ และยังคงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกรุงโรมต่อไป ที่นี่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล (Raphael) หนึ่งในจิตรกรอันเลื่องชื่อจากยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) และ กษัตริย์เอมานูแอลที่สอง (Victor Emmanuel II) ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว

วิหารแพนธีออน

สถาปัตยกรรม วิหารแพนธีออน

ตลอดเวลากว่า 2,000 ปี วิหารแพนธีออน ได้ผ่านการซ่อมแซมต่อเติมนับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวิหารแห่งนี้ถึงยังคงสภาพที่สมบูรณ์ไว้ได้อยู่ สิ่งแรกที่เป็นจุดสังเกตของที่นี่คือ หน้ามุขที่เป็นทรงสามเหลี่ยมและมีเสาศิลปะคอรินเธียน (Corinthian) 8 ต้น แต่ตัววิหารกลับเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายถังน้ำมันขนาดใหญ่ สร้างจักวัสดุที่มีส่วนผสมคล้ายปูนซีเมนต์ในปัจจุบัน ถือเป็นการก่อสร้างที่โอ่อ่าอลังการมากๆ ในสมัยนั้นไฮโล

แต่ที่น่าทึ่งมากที่สุดก็คือ โดมขนาดใหญ่ ที่มี ช่องวงกลม (Oculus) หรือที่เรียกว่า “ช่องตา” อยู่ตรงกลางโดมเพื่อเปิดให้แสงสาดส่องเข้ามาในตัววิหาร โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 43.30 เมตร เชื่อกันว่าเป็นดวงตาสวรรค์ที่เอาไว้เชื่อมโยงระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ แต่ถ้าอิงตามทฏษฎีวิทยาศาสตร์ก็สันนิษฐานว่า Oculus อาจมีหน้าที่เป็นนาฬิกาจากแสงอาทิตย์ เพื่อให้แสงอาทิตย์อาบส่องลงมาที่ตังกษัตริย์เวลาประกอบพิธีต่างๆ ก็เป็นได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว โดมของวิหารแพนธีออนถือเป็นการออกแบบและสิ่งก่อสร้างชิ้นเอกของสถาปนิกในยุคนั้นเลยค่ะ เนื่องจากสถาปนิกและวิศกรในสมัยนั้นพยายามสร้างโดมหลังนี้ให้มีน้ำหนักที่เบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยลดความหนาลงทีละน้อย และมีวัสดุเพื่อให้ถ่ายเทน้ำหนัก ทำให้โดมหลังนี้ยังคงอยู่อย่างมั่นคงสู้แรงโน้มถ่วงมาจนถึงปัจจุบัน

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ ประเทศญี่ปุ่น อย่างเต็มตัวแล้ว ได้เวลาไปตามล่าจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นปอดที่ คามิโคจิ Kamikochi ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับทิวเขาและสายน้ำสุดอลังการจนได้รับสมญานามว่าเป็น Japan Alps นั่นเองค่ะ ใครที่ชอบโทนสีอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ร่วงตัดกับสีฟ้าของสายน้ำ ที่นี่เองค่ะที่ตอบโจทย์มากที่สุด อย่ารอช้า ตามเรามาเลยผาช่อ เชียงใหม่

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

Kamikochi

ท่ามกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,500 ใน จังหวัดนากาโนะ (Nagano) ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของ คามิโคจิ (Kamikochi) แหล่งธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่และแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำอาซุสะ (Azusa River)
แม่น้ำสีฟ้าใสแจ๋วที่ทอดยาวตลอดหุบเขา เป็นจุดชมวิว Japan Alps ที่สวยงามที่สุด และขนานนามว่าเป็น สวิสเซอร์แลนด์แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ใครๆ ก็อยากไปชมความงดงามเหล่านี้ด้วยตาตนเอง

เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่าง เมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) และ ทาคายามะ (Takayama) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมไปเที่ยวแบบ One Day Trip แต่ใครที่อยากจะพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในอุทยาน ที่นี่ก็มีจุดกางเต็นท์และที่พักให้บริการเช่นกัน

ฤดูกาลที่เหมาะกับการไปเที่ยว คามิโคจิ Kamikochi

การจะไปเที่ยว คามิโคจิ นั้น สิ่งที่ควรรู้เป็นอย่างแรกเลยคือ ที่นี่เปิดให้ท่องเที่ยวเพียงปีละ 7 เดือน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึง กลางเดือนพฤศจิกายนเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่มีแพลนไปเที่ยวคามิโคจิในช่วงฤดูหนาวอาจจะได้ไปเสียเที่ยว เพราะจะเป็นช่วงที่ทางอุทยานจะปิดทำการเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัดยังไม่เหมาะแก่การไปเที่ยวในช่วงนั้นอีกด้วย

เสน่ห์ของคามิโคจิจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดู แต่ช่วงพีคที่สุดของการมาเที่ยวที่นี่ก็คือช่วง ฤดูร้อน และ ฤดูใบไม้ร่วง ใครที่ชอบความเขียวขจีของป่าเขา ท้องฟ้แจ่มใส อากาศอบอุ่นหน่อยก็ต้องไปในช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นฤดูกาลแห่งการปีนเขาของคนที่นี่ สายผจญภัยรักธรรมชาติห้ามพลาดเลยแหละ ส่วนใครที่ชอบอากาศเย็นๆ และสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็ต้องมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน บอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน และจะสวยที่สุดในช่วงปลายเดือนตุลาคมค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เหล่าต้นไม้จะระเบิดสีสันออกมาอย่างเต็มที่ ตัดกับภูเขาหิมะและสายน้ำสีฟ้าของแม่น้ำอาซุสะได้เป็นอย่างดีเลย

คามิโคจิ Kamikochi

ไฮไลท์ในคามิโคจิ

มาถึง คามิโคจิ ยังไงก็ต้องไปถ่ายรูปกับ สะพานกัปปะ (Kappa Bridge) ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำอาซุสะพร้อมกับทิวทัศน์ของภูเขาทางด้านหลัง ถือเป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปยอดฮิตของที่นี่ ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้ทุกต้นจะพร้อมใจกันผลัดใบเป็นสีแดง สีส้ม สีเหลือง ไล่สีอย่างสวยงามอลังการที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมี ภูเขายาเกะดาเกะ (Mt.Yake-dake) พิกัดสุดท้าทายสำหรับสายลุยให้ไปปีนเขาชมธรรมชาติให้เต็มที่

ในคามิโคจิมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลักๆ อยู่ 2 เส้น เส้นทางแรกคือ เส้นทางระหว่าง บึงไทโช (Taisho Pond) กับ สะพานกัปปะ ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สำหรับใครที่มีเวลาอยากดื่มด่ำกับธรรมชาตินานๆ ก็แนะนำให้ไปยังเส้นทาง บึงไทโช ไปจนถึง สะพานเมียวจิน (Myojin Bridge) ในระยะทาง 7 กิโลเมตร เราจะได้ชมธรรมชาติอันร่มรื่นของป่าเขา รวมถึงทักทายกับน้องลิงก้นแดงที่จะออกมาให้เราเห็นหน้าค่าตาเป็นระยะ เพลิดเพลินไปอีกแบบค่ะ แต่ขอเตือนเลยว่าให้เช็คสภาพอากาศมาให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก เตรียมร่ม ชุดกันฝน และรองเท้ากันน้ำมาให้พร้อม เพราะเท้าของคุณอาจจะจมน้ำได้ และหนาวเย็นสุดๆ เลยแหละ

การเดินทางไป คามิโคจิ

เราสามารถเลือกเดินทางไป คามิโคจิ ด้วยรถบัสหรือรถไฟก็ได้ หากนั่งรถบัสตรงมาจาก โตเกียว ให้ไปขึ้นที่สถานีต่างๆ เช่น ชินจูกุ (Shinjuku)ไฮโล โตเกียว (Tokyo) และ ชิบูย่า (Shibuya) ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมง สำหรับใครที่อยากประหยัดเวลา แนะนำให้มาทางรถไฟ โดยไปขึ้น รถไฟด่วนพิเศษอาซึสะ (Azusa) ที่ สถานทีชินจูกุ (Shinjuku Station) เพื่อมาลงที่ สถานีมัตสึโมโตะ (Matsumoto Station) ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นให้ไปซื้อตั๋วรถบัสในสถานีเพื่อต่อรถไปยัง คามิโคจิ โดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง 50 นาที

ผาช่อ เชียงใหม่

ผาช่อ เชียงใหม่ ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติแม่วาง ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่อันซีนสุดๆ เลยได้รับฉายาว่า แกรนด์แคนยอนเมืองไทย เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของลมฝน จนทำให้สถานที่นี้ที่เชื่อกันว่าเป็นแผ่นดินเมื่อหลายร้อยปีก่อนและเคยเป็นทางเดินของแม่น้ำปิง จนเมื่อแม่น้ำปิงได้เปลี่ยนย้ายทิศทางไหลไปที่อื่นแทน บริเวณนี้เลยยกตัวขึ้นเป็นเนินเขาสูงที่ถูกตะกอนแม่น้ำปิงทับถมกันเป็นชั้นๆ จนถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาและเสาดินที่มีรูปร่างแปลกตาคล้ายอย่างที่เห็นกันพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

สถานที่นี้ ให้อารมณ์เหมือนกับ แพะเมืองผีในจังหวัดแพร่ หรือละลุในจังหวัดสระแก้วเลยค่ะ แต่ ผาช่อ จะต่างกับที่อื่นตรงที่ จะเป็นเสาหินกำแพงสูง ขนาดใหญ่ ลวดลายแปลกตา สูงมากกว่า 30 เมตร กว้างกว่า 100 เมตร นอกจากนี้ยังมีรังผึ้งขนาดใหญ่อยู่ตามหน้าผาอีกเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวที่ได้ไปเข้าชมต่างก็ต้องตื่นตาตื่นใจกันทั้งนั้นเลย

ผาช่อ เชียงใหม่

ความสุขของการได้เดินไปชมความสวยความงามจากธรรมชาตินั้น มักจะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ไปเลยใช่ไหมคะ โดยเฉพาะสถานที่ที่สร้างจากธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งทำให้เราอยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง สำหรับ ผาช่อ แห่งนี้ก็เช่นกัน เป็นความอลังการของธรรมชาติ ใน จังหวัดเชียงใหม่ ที่จะทำให้ต้องตะลึง

แม้ว่าเส้นทางการเดินเข้าไปชม ผาช่อ นั้น จะต้องลุยป่าฝ่าดงอยู่พอสมควร เต็มไปด้วยก้อนหินก้อนกรวดมากมายตลอดทาง แต่นับว่าคุ้มค่านะคะที่จะได้ไปชมสิ่งอันซีนแบบนี้ และด้วยร่มเงาของป่าไม้สีเขียว อากาศบริสุทธิ์ ก็จะช่วยให้การเดินไม่เหนื่อยจนเกินไป บวกกับการชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นทางเดินธรรมชาติที่ดีเลยทีเดียวค่ะ แนะนำว่าควรใส่รองเท้าผ้าใบไปจะดีที่สุดค่ะ รวมถึงพกน้ำดื่มไว้จิบระหว่างทางด้วยไฮโล

การมาเที่ยว ผาช่อ นั้น แม้ว่าจะต้องเดินป่าสักหน่อย แต่ก็สามารถมาแบบเช้ากลับเย็นได้เลย หรือถ้าใครที่ตั้งใจมาเพื่อเที่ยวอุทยานฯ ด้วยแล้วล่ะก็ สามารถหาที่พักในอุทยานฯ ได้เลยค่ะ นอกจากนั้นบริเวณรอบๆ ก็จะมีที่เที่ยวอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดอยผาตั้ง น้ำตกแม่วาง กิ่วเสือเต้น เป็นต้น บอกเลยค่ะว่า มาที่เดียวแต่เที่ยวได้ครบเลย

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน หน้าหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขค่ะ ใครๆ ก็อยากจะจับมือกันมาชม ทะเลหมอก สวยๆ บนขุนเขาใหญ่ ท่ามกลางอากาศหนาวๆ และโรแมนติก ตามเรามาชิลที่ ทะเลหมอกหยุนไหล บ้านสันติชล แม่ฮ่องสอน

จุดชมวิวหยุนไหลนั้นตั้งอยู่ใน อ.ปาย ค่ะ เลยหมู่บ้านสันติชลขึ้นไปอีกประมาณ 1.6 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะนอนค้างที่ปาย แล้วตอนเช้ามืดก็มารวมตัวกันเพื่อขึ้นรถของชาวบ้านที่หน้าหมู่บ้านสันติชลไปดูทะเลหมอก เพราะทางขึ้นไปด้านบนค่อนข้างชัน และชาวบ้านในพื้นที่จะชำนาญทางมากกว่าบ้านห้วยห้อม แม่ลาน้อย

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน

ทะเลหมอกหยุนไหล แม่ฮ่องสอน

การขึ้นรถของชาวบ้านไปจะค่อนข้างปลอดภัยในการเดินทาง ค่าบริการจะอยู่คนละ 30 บาทค่ะ รถเต็มประมาณ 10 คน รถถึงจะออก หรือใครจะเหมาคันขึ้นไปชมทะเลหมอกเลยก็ได้เหมือนกันอยู่ที่ครั้งละ 300 บาท

วันนี้เราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเดินทางมาเฝ้ารอดูพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกค่ะ ลมหนาวปะทะหน้าเข้าอย่างจังตอนนั่งรถขึ้นไปที่จุดชมทะเลหมอก อุณหภูมิในตอนเช้ามืดแบบนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 องศาได้ นั่งรถมาสักพักเดียวก็ถึงจุดหมาย พอลงรถก็จะมีทางเดินขึ้นไปที่ด้านบนค่ะ ไม่ไกลมาก ระหว่างทางเดินขึ้นไปด้านบน ก็จะมีดอกบัวตองสีเหลืองสดใสเรียงรายอยู่อีกด้วย

ที่ด้านบนของจุดชมทะเลหมอกหยุนไหลนั้นจะมีจุดชมวิวโล่งๆ ซึ่งจากตรงจุดนี้เราจะสามารถมองเห็นเมืองปายได้ทั้งเมืองทีเดียว จะเห็นสายหมอกกำลังห่อหุ้มเมืองปายไว้อีกด้วยค่ะ เป็นภาพที่สวยงามมาก อีกไม่กี่อึดใจ แสงอาทิตย์สีส้มสว่างก็กำลังจะตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลแล้ว ผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ เรียกได้ว่า ที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองปายที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง

ท่ามกลางทะเลหมอก และภูเขาน้อยใหญ่สลับเรียงรายกันไป ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงจ้าลอดออกมาจากหมู่เมฆ ทุกคนหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพความประทับใจกันอย่างตื่นเต้น นอกจากจุดชมธรรมชาติที่แสนสวยงามนี้แล้ว ยังมีของอร่อยขึ้นชื่อที่ต้องห้ามพลาดอย่าง หมั่นโถว และชาร้อนๆ เป็นมื้อเช้าที่แสนจะชิลมากๆ

ชมวิวทะเลหมอกหยุนไหล

บ้านดินที่ตั้งอยู่ด้านหลังของจุดชมวิวเป็นจุดที่ขายของที่ระลึก และอาหารเช้าเป็น หมั่นโถว ซาลาเปาทอด และชาร้อนค่ะ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักขึ้นมาชมวิวและทานมื้อเช้าเบาๆ เป็นหมั่นโถว และจิบชาร้อนไปด้วย ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นแบบนี้ ชาสักแก้วช่วยให้คลายหนาวขึ้นได้มากเลยค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีจุดตั้งเต้นท์สำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย ใครที่อยากขึ้นมานอนค้างคืนบนจุดชมทะเลหมอกหยุนไหลแห่งนี้สามารถติดต่อได้ที่หมู่บ้านสันติชลได้ด้วย

ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านสันติชล ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ห่างจากหมู่บ้านสันติชล ประมาณ   1.6  กิโลเมตร เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามของอำเภอปาย ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่ และทัศนียภาพบ้านเรือนของเมืองปายที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอก   คำว่าหยุนไหล เป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน ซึ่งเปรียบเสมือนคนจีนยูนานที่อพยพมาจากเมืองจีน แต่ในที่สุดก็อพยพย้ายถิ่นฐานมารวมกัน จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล สามารถชมได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว  บริเวณจุดชมวิวได้จัดทำเป็นระเบียงชมวิวและจุดถ่ายภาพน่ารักๆ หลายจุด ทั้งระเบียงชมวิว จุดคล้องกุญแจคู่รัก  ป้ายร้อยที่บอกรัก  และศาลาสำหรับนั่งชมวิวยามเช้า   ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องดื่มชาร้อนใส่มาในกาน้ำร้อน ให้จิบไปชมวิวไปได้อีกด้วยโดยคิดราคาชุดละ 20 บาท  สำหรับการมาชมจุดชมวิวเสียค่าเข้าชมคนละ  20 บาท  บริเวณจุดชมวิวมีสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่  ห้องพัก ลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ และร้านค้า คอยบริการนักท่องเที่ยวไฮโล

การเดินทาง

จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล  ตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับหมู่บ้านสันติชน จากตัวเมืองปาย ผ่านวัดน้ำฮู ตรงไปจะถึงหมู่บ้านสันติชน จากนั้นตรงไปจนเกือบสุดทางผ่านหมู่บ้าน จะมีป้ายเขียนว่าจุดชมทะเลหมอกหยุนไหล เส้นทางก่อนถึงหยุนไหล จะแคบและชันเล็กน้อยควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

วัดกระทุ่มเสือปลา อ่อนนุช

วัดกระทุ่มเสือปลา อ่อนนุช เป็นวัดสวยของ ย่านอ่อนนุช ที่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2315 หรือในช่วงสมัยปลายกรุงศรีอยุธยานั่นเอง แต่ไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้สร้างขึ้นมาค่ะ มีเพียงหลักฐานว่า ขุนประเวศชนารักษ์ หรือ เถ้าแก่เอี๋ยว ชาวจีนที่อพยพเข้ามาและได้เข้ารับราชการในราชสำนัก และนางซ้อน กิตติโกวิท ภรรยา นั้น ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2467

แต่สาเหตุที่เรียกกันว่า วัดกระทุ่มเสือปลา นั้น ก็เพราะมาจากเมื่อก่อนพื้นที่ในบริเวณรอบวัด มีต้นกระทุ่มขึ้นอยู่รอบๆ นั่นเอง และมีเสือปลาอาศัยอยู่เยอะแยะมากมาย ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกชื่อวัดแบบนี้กันนั่นเองค่ะ และวัดเก่าอย่างนี้ ก็ต้องมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามอย่างแน่นอนพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

วัดกระทุ่มเสือปลา อ่อนนุช

โดยภายในวัด จะมีอุโบสถที่ประดิษฐาน หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปประดับเพชรที่จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราชสมัยสุโขทัยอีกที มี วิหารเทพประทานพร ที่ภายในจะมีงานศิลปกรรมเกี่ยวกับพุทธนิกายมหายานอยู่ ทั้ง จิตรกรรมฝาผนังแบบศิลปะจีน ประติมากรรมท้าวจตุโลกบาล และ พระโพธิสัตว์เทพเจ้าต่างๆ เป็นต้น

วิหารหลวงพ่อพุทธโสธร ที่อยู่ในอุโบสถหลังเก่าของวัด สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมจีนแบบผสมไทยนั่นเอง รวมถึงยังมี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ภายในจะประดิษฐานรูปปั้นของพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป ทั้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

และ พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป 80 ปาง ที่รวมพระพุทธรูปปางต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยมีชื่อปางและคำอธิบายของแต่ละปางอย่างละเอียด เช่น ปางพยาบาลภิกษุ สร้างโดยอ้างอิงพุทธประวัติ ทำเป็นรูปพระพุทธเจ้า ทรงประคองพระภิกษุทางศีรษะ แล้วทำความสะอาดร่างกายภิกษุผู้อาพาธนั่นเองค่ะ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ทั้งสองถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางศาสนาที่สำคัญของวัดอย่างมากเลย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ วัดสวย ย่านอ่อนนุช แห่งนี้ กับ วัดกระทุ่มเสือปลา นอกจากความสวยยิ่งใหญ่แล้ว ก็ยังรวบรวมความรู้เอาไว้แน่นๆ อีกด้วย เรียกได้ว่ามาไหว้พระทั้งที ได้ทั้งบุญทั้งความรู้ไปพร้อมๆ กันเลย ใครอยู่แถวๆ นี้ แต่ยังไม่เคยไป บอกเลยว่าต้องลองมาสักครั้ง

วัดกระทุ่มเสือปลา วัดสวย

วัดกระทุ่มหรือวัดกระทุ่มเสือปลาตั้งอยู่บนถนนอ่อนนุช ซอย ๖๗ ริมคลองประเวศบุรรรมย์ฝั่งใต้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ ๒๓๑๕ ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏนามของผู้สร้าง มีเพียงหลักฐานกล่าวไว้ว่าขุนประเวศชนารักษ์หรือเถ้าแก่เอี๋ยว ชาวจีนที่อพยพเข้ามาและได้เข้ารับราชการในราชสำนัก และนางซ้อน กิตติโกวิท ภรรยา ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ เหตุที่เรียกกันว่าวัดกระทุ่มเสือปลานั้น มีที่มาจากในสมัยก่อนพื้นที่รอบวัดมีต้นกระทุ่มขึ้นอยู่รายรอบ และมีเสือปลาอาศัยอยู่ชุกชุม ชาวบ้านในละแวกนั้นจึงเรียกชื่อวัดตามสภาพแวดล้อมที่ปรากฏ ปัจจุบันวัดกระทุ่มเสือปลามีพระครูโสภณพิหารกิจ เป็นเจ้าอาวาส

สิ่งที่น่าสนใจ คือ หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปประดับเพชร จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราชสมัยสุโขทัย จีวรประดับด้วยเพชรรัสเซียนับพันเม็ด ทั้งความงดงามและล้ำค่าดังกล่าวนี้เองที่ทำให้วัดกระทุ่มเสือปลาได้รับการบันทึกให้ป็นสถานที่ “อันซีนบางกอก”บาคาร่า ของกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ซึ่งประดิษฐานรูปปั้นของพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้มีความงดงามและปั้นได้เหมือนกับคนจริงมาก พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป ๘๐ ปาง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยมีชื่อปางและคำอธิบายของแต่ละปางอย่างละเอียด ซึ่งพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางศาสนาที่สำคัญของวัด

ไหว้พระ วัดกระทุ่มเสือปลา

ภายในวัดมีศาลเจ้าพ่อเสือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าที่อยู่ภายในวัดมานานหลายร้อยปี แต่เดิมเป็นเพียงศาลเพียงตาเล็กๆ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๔๖๐ ภายในมีภาพวาดเสือโคร่งเป็นตัวแทนให้สักการะบูชา ต่อมาได้มีผู้ศรัทธาสร้างศาลรวมทั้งได้สร้างองค์เจ้าพ่อเสือถวาย นอกเหนือไปจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญแล้ว บริเวณด้านหลังที่ติดกับคลองจัดเป็นอุทยานปลา ที่สามารถใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและทำบุญให้ทานได้ ภายในวัดมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเปิดสอนนักธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๘ และโรงเรียนวัดกระทุ่มเสือปลาเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในที่ดินของวัด
กิจกรรมสำคัญที่สำคัญภายในวัดนอกเหนือจากการทำบุญในทุกวันธรรมสวนะหรือเทศกาลอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาแล้ว ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ จะเป็นงานเทศกาลประจำปีที่จะมีการเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเพื่อสืบสานตำนานมาฆบูชา

การเดินทาง วัดกระทุ่มเสือปลา

ถ้ามาจากถนนทางหลวงเส้นกาญจนาภิเษก ก็ให้ตรงไปสู่ถนนอ่อนนุชเลยค่ะ จากนั้นมุ่งหน้าตรงไปทางถนนพัฒนาการ แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยอ่อนนุช 67 ตรงนี้จะเห็น วัดกระทุ่มเสือปลา อยู่ทางด้านซ้ายมือเลย

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก!!! ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือ นำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูงขนาดตึก 14-17 ชั้นโดยประมาณ) ด้านหน้าประตูทางเข้า จะมีคนจำหน่ายดอกไม้ธูปเทียน เราไม่ต้องไปซื้อนะ เพราะถ้าเราซื้อบัตรเข้าชม สามารถนำบัตรไปแลกดอกไม้ฟรี ได้ที่ด้านใน เกือบไปแล้วเราปราสาทสด๊กก๊อกธม สระแก้ว

โถงทางเดินด้านในมีบันไดแบ่งเป็นสองฝั่งซ้ายมือเป็นสีขาวละมุน ขวามือเป็นสีชมพูอ่อนหวาน เราค่อยเดินกันไปชั้นที่สอง ที่นี่เราจะเห็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยอีก ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลี ทั้งๆ ที่เป็นสถานที่ที่สวยงามมากๆ อยากให้คนไทยมาชมกันเยอะๆ

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

โถงด้านในประดับด้วยกระเบื้องลวดลายสวยงาม ละเอียดมากๆ เรียงชิ้นต่อชิ้นเลยก็ว่าได้ ขอนอกเรื่องนิดนึงใครเป็นคนเลือกสีชมพูโทนนี้ มันสวยมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้ดีกับรูปแบบลายไทย เราชอบมากๆ และส่วนที่เป็นสีชมพู จะเห็นได้ว่ารูปทรงลวดลายไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก แต่พอทำเป็นสองสี ก็มีมุมให้ได้ถ่ายรูปเยอะขึ้น ดูพิเศษขึ้นมาทันที

เดินดูรอบๆ ด้วยความอิ่มเอมใจ ชื่นชมคนที่บรรจงสร้างสิ่งสวยงามนี้ขึ้นมา กระเบื้องเล็กๆ ถูกเรียงต่อกัน เกิดเป็นลวดลายต่างๆ สวยงามมากจริงๆอาคารศาลาการตกแต่งเป็นการผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่นการใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่างๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร ไม่ต้องไปไกลถึงอินเดียเลย ที่นี่สวยงามไม่แพ้กัน

เราจะเดินขึ้นยังชั้นที่สอง และต่อไปถึงส่วนที่เป็นด้านในตัวช้าง ไม่คิดเลยว่าจะขึ้นไปได้ อเมซซิ่งมาก เดินบันไดต่อไปยังด้านบน เราคาดว่าในส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนของขาช้าง มีลิฟต์ให้บริการด้วยนะสำหรับใครที่เดินขึ้นไปกันไม่ไหว ลิฟต์ก็อยู่ในขาช้างเหมือนกัน เดินบันไดวนขึ้นไปประมาณสามสี่ชั้น ผนังตกแต่งลวดลายสวยงาม

ชั้นจักรวาล

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ชั้นสวรรค์

เป็นบริเวณภายในตัวอาคารรูปช้าง จัดแสดงโบราณวัตถุ คือ พระพุทธรูปโบราณสมัยต่างๆ ซึ่งจัดแสดงในลักษณะของการประดิษฐานให้สมกับความที่เป็นสิ่งเคารพบูชาอันเป็นค่าควรเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำแหน่งที่เหมาะสม มีรอยพระพุทธบาท ให้สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล มองลงมาข้างล่างก็ได้มุมแปลกตาไปอีก ถ่ายรูปกันเพลินเลย เดี๋ยวพาไปชมด้านนอกรอบๆ กัน  ระเบียงรอบๆ ด้านนอก เดินได้รอบเลย ลงมาด้านล่าง เรามาเดินลอดท้องช้างกัน ซึ่งพอเดินผ่านช้างก็จะมีเสียงด้วย แปร๊นนนน น่ารัก เสียงช้างนะไม่ใช่เสียงเรา

หลังจากที่ไหว้เสร็จก็ไปแลกรับดอกบัวมาลอยกันได้ด้วย ถือเป็นการทุกข์ลอยโศก ให้ต่อจากนี้เรามีแต่ความสุข รอบนอกเป็นสวนหย่อม ร่มรื่นมีต้นไม้เล็กใหญ่สลับกันไป แถมมีมุมน้ำตกจำลองให้นั่งพักผ่อนกันด้วย ใครสนใจอยากให้ลองแวะเวียนกันมาชมได้นะ อยากให้มาเห็นความสวยงามของที่นี่กันเยอะๆ คราวหน้าเราจะพาไปเปิดมุมลับกันที่ไหน ฝากติดตามกันด้วยนะ จับมือเที่ยวกันไปทุกที่เลย

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (The Erawan Museum)

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (The Erawan Museum)

เป็นประติมากรรมลอยตัวรูปช้าง 3 เศียร ซึ่งในทางวรรณคดีไทยเอราวัณซึ่งมีเศียรทั้งหมด 33 เศียร แต่เนื่องจากปัญหาขนาดและโครงสร้างที่ซับซ้อนจึงลดมาเหลือเพียง 3 เศียร

ตัวอาคารแยกเป็น 3 ชั้น ตามความเชื่อในหลักไตรภูมิ คือ ชั้นบาดาล ชั้นโลกมนุษย์ และชั้นสวรรค์
1) ชั้นบาดาล เป็นส่วนของงการจัดเก็บโบราณวัตถุที่เป็นของสะสมส่วนตัวของคุณเล็ก วิริยะพันธ์ ของเก่าส่วนใหญ่นั้นเป็นเครื่องถ้วย แจกัน จาน ชาม ชุดถ้วยชา ชั้นบาดาล มีรูปองค์จำลองมนุษยนาค นั่งอยู่กึ่งกลางห้อง สร้างขึ้นตามความเชื่อเพื่อให้มนุษยนาคคอยดูแลโบราณวัตถุอยู่ใต้น้ำ
2) ชั้นโลกมนุษย์ มีงานศิลปะให้ชม 3 ประเภทด้วยกัน งานปูนปั้นสดประดับด้วยเครื่องถ้วยเบญจรงค์ งานต้นเสาดีบุกดุนลาย และกระจกสี Stain GlassUFABET
3) ชั้นสวรรค์ เป็นส่วนของการจัดเก็บองค์พระพุทธรูปที่มีอายุสมัยเก่าแก่ ซึ่งยังมีงานศิลปะบนผนังท้องช้างที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล เป็นเทคนิคสีฝุ่นฝีมือช่างชาวเยอรมัน

พอเดินเข้ามาด้านในก็สามารถไปเอาดอกไม้ธูปเทียน เข้าไปไหว้ก่อนค่ะ จากนั้นก็รับดอกบัวมาลอยที่จุดลอยดอกบัว

บ้านห้วยห้อม แม่ลาน้อย

บ้านห้วยห้อม แม่ลาน้อย ไร่กาแฟ ถือเป็นการเกษตรอย่างหนึ่งที่ขึ้นชื่อในทาง ภาคเหนือ ของประเทศไทย หนึ่งในนั้นก็คือ หมู่บ้านห้วยห้อม หมู่บ้านเล็กๆ ใน อำเภอแม่ลาน้อย ที่เที่ยวแม่ฮ่องสอน แหล่งเพาะปลูกและผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีเยี่ยม ส่งออกให้กับแบรนด์ดังระดับโลก อีกทั้งยังมีทิวทัศน์ที่สวยจับใจของขุนเขา และบรรยากาศสุดน่ารักของชุมชนชาวปกาเกอะญอให้พวกเราไปสัมผัสอีกด้วย เรียกว่าเป็นจุดเช็คอินที่คอกาแฟตัวยงห้ามพลาดเลยแลหมอก หยอกตะวันที่ควนนกหว้า

ท่ามกลางหุบเขาในตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่ตั้งของ หมู่บ้านห้วยห้อม อยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,100 เมตร ทำให้ที่นี่มีทิวทัศน์ที่สวยงาม รวมทั้งมีอากาศเย็นสบายตลอดปี ที่สำคัญคือ ที่นี่เป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีเยี่ยมที่ส่งขายให้กับแบรนด์ดังระดับโลก แต่กว่าจะพัฒนามาเป็นหมู่บ้านที่โด่งดังในเรื่องของกาแฟและผ้าทอขนแกะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในปัจจุบัน เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีที่มายังไงบ้าง

บ้านห้วยห้อม แม่ลาน้อยบ้านห้วยห้อม แม่ลาน้อย

หมู่บ้านห้วยห้อม ในอดีตเป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ ภายในหุบเขา ห่างไกลความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2515 มีกลุ่มมิชชันนารีเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้ พร้อมนำเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าและสอนวิธีการเพาะปลูกกาแฟให้แก่คนในหมู่บ้าน การเพาะปลูกเมล็ดกาแฟของ หมู่บ้านห้วยห้อม จึงเริ่มนับแต่บัดนั้น

ภายในปีเดียวกัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือน หมู่บ้านห้วยห้อม ด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงพระราชทานทุนทรัพย์จำนวนหนึ่งเพื่อส่งเสริมการเกษตรและเพาะปลูกไร่กาแฟแบบครบวงจรให้แก่ที่นี่ และด้วยพระราชดำริเกี่ยวกับวิถีเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงถ่ายทอดให้แก่ชาวบ้าน จึงทำให้ หมู่บ้านห้วยห้อมUFABET ได้นำความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้เพื่อสร้างผลผลิตที่มีอยู่ในเป็นกำไร จนในที่สุดก็กลายมาเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกาแฟที่ขึ้นชื่อมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
การปลูกกาแฟให้ได้คุณภาพ จำเป็นที่จะต้องอยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้เมล็ดกาแฟที่ออกมามีคุณภาพที่ดี อีกทั้งยังต้องเพาะปลูกถึง 2-3 เดือนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวเมล็ดเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารพิษ

กาแฟห้วยห้อม

ชมไร่และชิมกาแฟห้วยห้อม
กาแฟห้วยห้อมนั้นถือว่าสร้างชื่อเสียงให้กับบ้านห้วยห้อมมาช้านาน ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปห้าดาว ด้วยรสชาติกาแฟที่หอมและเข้มข้น เมื่อมาถึงต้องมา ชิมกาแฟจากไร่สดใหม่จากไร่ กาแฟห้วยห้อมเป็นกาแฟอันธุ์อาราบิก้าที่รสชาติเข้มข้น ซึ่งการเพาะปลูกไม่ใช้ สารเคมีใดๆให้เกิดสารตกค้าง ปัจจุบัน ชาวบ้านห้วยห้อมสามารถผลิตกาแฟแบบครบวงจร  ตั้งแต่การเพาะกล้ากาแฟ การผลิต การเก็บ ไปจนถึงการคั่วและบดกาแฟ จนกระทั่งบรรจุหีบห่อ สวยงาม ซึ่งมีบริการส่งทั่วไทย

ชมผลิตภัณฑ์ขนแกะ
หลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมเยือนประชาชนที่บ้านห้วยห้อม ทรงมีพระราชดำริส่งเสริม ให้ชาวบ้านมีอาชีพ เสริม คือ “การทำผ้าทอขนแกะ” ทรงพระราชทานให้ความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงพันธุ์ โดยทรงโปรดฯให้เจ้าหน้าที่นำพันธุ์แกะจากต่างประเทศมาทำการ ผสมพันธุ์แกะพื้นเมือง จนได้แกะลูกพันธุ์ตัดขน การเลี้ยงแกะที่นี่ ก็เป็นเลี้ยงด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านแบบง่าย ๆไม่ซับซ้อนเหมือนฟาร์มใหญ่ การทอเป็น การทอที่ใช้เอวโบราณดั้งเดิม ไม่ใช้การทอแบบกี่กระตุก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เน้นความเป็นเอกลักษณ์ตามลายดั้งเดิมที่เคยทำมา เช่น ลายข้าวโพด ลายดอกเข็ม มีเพิ่มเติมลายใหม่บ้าง เช่น ลายเจดีย์ และ ลายดอกบัวตอง ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทอก็มีด้วยกันหลายอย่าง เช่นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ย่าม ผ้าตัดเสื้อ ผ้าคลุมโต๊ะ ฯลฯ

อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ

อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ สัมผัสธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ใกล้กรุง ที่ อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแต่โดดเด่นด้วยทิวทัศน์สวยงาม โอบล้อมด้วยภูเขาเขียวขจี มีถนนลาดยางทอดยางทอดยาวรอบอ่างเก็บน้ำ หากมาเที่ยวอ่างเก็บน้ำห้วยปรือในยามเช้าจะได้สัมผัสกับไออุ่นของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมากระทบภูเขาและผืนหญ้าสีเขียว ในช่วงฤดูฝนหลังฝนตกอาจได้เห็นสายหมอกบางคลอเคลียภูเขาอีกด้วย  ที่นี่นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังเป็นเส้นทางปั่นจักรยานชั้นดี รวมถึงสถานที่ออกกำลังกายของชาวนครนายก

การมาเที่ยวอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ เพื่อให้ได้บรรยากาศที่สวยงามแนะนำให้มาช่วงเช้า ประมาณ 6.30-08.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น อากากำลังเย็นสบายและไม่ร้อนมาก เพราะหลังจากช่วง 8 โมงไปแล้วแดดค่อนข้างแรง เพราะแสงอาทิตย์ทำมุมตั้งฉากส่องมาที่ถนนโดยตรง เมื่อมาถึงอ่างเก็บน้ำสามารถจอดรอดบริเวณด้านหน้าทางเข้าซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลาง ในยามเช้าได้เห็นภาพของคนในพื้นที่นำจักรยานมาปั่นเลียบอ่างเก็บน้ำ หรือไม่ก็มาวิ่งออกกำลังกายบ้าง จนกลายเป็นภาพที่ชินตา อากาศในยามเช้า

หากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนอากาศชุ่มชื่น ต้นไม้ภูเขาค่อนข้างเขียวขจี หลังฝนตกจะได้พบกับสายหมอกบางลอยคลอเคลียภูเขา หมอกที่นี่จะไม่ได้เยอะมาก แต่มีมาให้เห็นบ้างพอชื่นใจ ที่สำคัญอากาศดีมาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงเป็นสถานที่ออกกำลังกายยอดนิยมของชาวนครนายก มองไปทางไหนจะได้พบความวิวของภูเขาที่สวยงาม

นั่งมองดูภาพภูเขาสะท้อนลงมายังผืนน้ำ กลายเป็นเงาที่สวยงาม ได้ยินเสียงลมพัดและเสียงนกร้องก้องดัง เป็นช่วงเวลาในยามเช้าที่มีความสุขและนิ่งสงบ ตัดภาพไปหากเวลานี้อยู่บ้าน คงไม่ได้มีโอกาสตื่นเช้ามาเจออากาศบริสุทธิ์แบบนี้ คงได้ยินแต่เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ และเสียงรถบนถนนวิ่งผ่านไปมา

ประมาณ 7 โมงเช้าแดดเริ่มแรงแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นเร็วมาก เมื่อแดดส่องลงมากระทบกับพื้นถนน ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เราจะได้พบกับภาพความอบอุ่นในยามเช้า เก็บภาพความประทับใจก่อนจากลา ตั้งใจว่าในช่วงฤดูหนาวจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมนำจักรยานมาปั่นชอมบรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำด้วย

อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ

ห้วยปรือ

อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก แต่กลับมีผิวน้ำกว้างขวาง มีน้ำตลอดทั้งปี  และมีถนนดินบริเวณรอบๆ อ่าง อ่างเก็บน้ำนี้มีความสวยงามมากๆ ให้ความรู้สึกของบรรยากาศธรรมชาติ ที่นี่นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับการพักผ่อนแล้ว ยังถูกสนับสนุนให้มีการพัฒนาสำหรับใช้เป็นศูนย์กีฬาทางน้ำของจังหวัด เนื่องจากบรรยากาศโดยรอบนั้น สามารถเล่นเรือกรรเชียง เรือแคนู เรือใบ และวินด์เซิฟได้ในบางฤดูกาลค่ะ

วิวทิวทัศน์ของที่นี่ต้องบอกเลยว่า ทำเหล่านักปั่น หลงรักไปตามๆ กัน เพราะเมื่อได้ขึ้นมาถึงบนอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เท่านั้นแหละ ภาพตรงหน้าที่จะได้เห็น คือ ภูเขา อ่างเก็บน้ำ เมฆ และหมอกจางๆ กับอากาศดีๆ ที่อาจจะไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้น เพราะจะรู้สึกได้เลยว่าที่นี่น่าจะอากาศดีในทุกๆ วันอย่างแน่นอน คุ้มค่ากับการเข็นจักรยานขึ้นมา ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยที่เดียว จุดหมายปลายทางที่คิดว่าสวยงามแล้ว แต่ระหว่างทางที่ผ่านขึ้นมาก็สวยไม่แพ้กันเลยค่ะอ่างเก็บน้ำวอง

ถ้าโชคดีในตอนเช้า อาจจะเจอฝูงนกบิน มาหาอาหารฝูงใหญ่ ด้วยก็ได้นะคะ เพราะถ้าพระอาทิตย์แตะขอบฟ้าเมื่อไหร ก็จะพากันบินออกมาเหนือน้ำพอดีเลยค่ะ ใครที่สนใจไปที่นี่ ก็อย่าลืมช่วยกันรักษาความสะอาดเพื่อรักษาความสวยงามของ อ่างเก็บน้ำห้วยปรือนี้นะคะ จะได้ไม่มีขยะมาบดบังความสวยงามเอาไว้ และบริเวณใกล้เคียง ก็ยังมี อ่างเก็บน้ำทรายทอง อีกแห่งด้วยเหมือนกันค่ะ ที่นี่บริเวณโดยรอบเป็นภูเขาสวยงามกลมกลืนไปกับธรรมชาติ สัมผัสได้ถึงความโรแมนติก ที่สำคัญมีความปลอดโปร่งโล่งสบาย มีถนนรอบอ่างเก็บน้ำเป็นอย่างดี นอกจากนี้เหนืออ่างเก็บน้ำขึ้นไปราวๆ 2 กิโลเมตร ก็จะมี น้ำตกทรายทอง ที่แม้จะเป็นน้ำตกเล็กๆ แต่ก็สามารถเที่ยวชมได้อย่างเพลินๆ เลยทีเดียวค่ะ

การเดินทางมาที่นี่นั้น ก็ไม่ยากเลยค่ะ จาก กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ จังหวัดนครนายก เข้าที่ ตำบลเขาพระ จากทางหลวงหมายเลข 3049 เลี้ยวเข้าไปทางอุทยานพระพิฆเณศ จากนั้นก็แค่ตรงไปตามทางจะมีป้ายบอกทางไป อ่างเก็บน้ำห้วยปรือค่ะ แค่นี้ง่ายๆ เลยค่ะ มากันในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ไปเช้าเย็นกลับ หรือถ้าใครเป็นสายปั่น จะปั่นจากกรุงเทพฯ มาเลย ก็ได้เช่นเดียวกันค่ะ แต่ต้องระวังรถกันดีๆ นะคะ แนะนำว่าให้หาจุดเริ่มต้นที่ไหนใน จังหวัดนครนายก น่าจะปลอดภัยกว่าUfabet

อ่างเก็บน้ำห้วยปรืออยู่ตำบลเขาพระ ระยะทาง 11 กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีทิวทัศน์สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ และภายในยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางอีกด้วย

ปราสาทสด๊กก๊อกธม สระแก้ว

ปราสาทสด๊กก๊อกธม สระแก้วปราสาทสด๊กก๊อกธม สระแก้ว ตั้งอยู่ในอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพระราชวังเขมรโบราณ ที่สำคัญ ของจังหวัดสระแก้ว และก็ ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก คาดการณ์ว่าสร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 14 เพื่อใช้ตั้งรูปเคารพ และก็ ใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อศรัทธา

ในลัทธิศาสนาฮินดูคำว่าสด๊กก๊อกธม หมายถึง ” เมืองที่มีต้นกกขึ้นรกในหนองน้ำใหญ่ ” เดี๋ยวนี้ยัง พอเพียง แลเห็นหนองใหญ่ ในสมัยก่อนอยู่ใกล้ๆพระราชวังนั่นเอง สิ่งที่มีคุณค่าแล้วก็สำคัญยิ่ง ของ พระราชวัง สด๊กก๊อกธมเป็น การเจอหลักแผ่นจารึกสด๊กก๊อกธม (หลัก ที่ 2) ซึ่งเขียนบันทึกเรื่องราว ประวัติศาสตร์ของชาติเขมร เป็นช่วงเวลานาน ถึง 200 ปี

ประวัติความเป็นมา

มีการศึกษาค้นพบแผ่นจารึก 2 หลัก จารึกด้วยอักษรเขมรโบราณ เป็นหลักฐานสำคัญ ที่บ่งถึงอายุการสร้างวัง สด๊กก๊อกธมที่นี้ตลอดจนบอกถึงจุดประสงค์ ของการสร้าง จารึกหลักที่ 2 ว่าพระผู้เป็นเจ้าอุทัย ทิตยวรมันที่ 2

ได้ปฏิสังขรณ์ปราสาทเยอนี้เมื่อปี พุทธศักราช 1595 และกษัตริย์ที่อาณาจักรเขมร เป็นผู้ชุบเลี้ยง คุ้มครองปกป้องศาสนา โดยมีพราหมณ์ปุโรหิต เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ให้คำแนะนำ เสนอแนะรวมทั้ง เป็นตัวกลาง ระหว่าง เทพเจ้ารวมทั้งกษัตริย์ และก็ความเป็นมา ของสายตระกูล พราหมณ์ ผู้ประกอบพิธี เทวราช การกระทำพระเทวราช แล้วก็รูปเคารพ การสร้างหมู่บ้าน การบุญต่างๆ ในศาสนา เป็นต้น ปัจจุบันจารึกทั้ง 2 ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

ปราสาทสด๊กก๊อกธม สระแก้ว

ตัวปราสาทก่อด้วยหินทราย มีซุ้มประตูคงเหลืออยู่ เพียงแค่ด้านทิศตะวันออก รวมทั้งทิศตะวันตกเพียงแค่นั้น

ด้านในระเบียงคตมี บรรณาลัยก่อด้วย หินทราย 2 หลัง อยู่หน้าพระราชวังหลังกลาง ซึ่งเป็นปรางค์ ประธาน ข้างนอกวังทางทิศตะวันออก มีสระขนาดใหญ่ รูปสี่เหลียมมีถนนหนทางปูด้วยหิน จากตัว พระราชวังไป จนกระทั่ง สระน้ำ

ปราสาทสด๊กก๊อกธม มีองค์ปราสาท 3 หลัง เบื่อนหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวพระราชวังก่อด้วย หินทราย รวมทั้งหินแลงตาม ลักษณธศิลป์เขมร แบบคลัง – บาปวน
แผนผังวังภายนอกเป็นกำแพงแก้ว ก่อด้วยศิลาแดง มีทางเข้าหลักเข้าเกณฑ์ เป็นซุ้มประตูด้าน ทิศตะวันออก สร้างด้วยหินทราย ผ่านโคปุระ เข้ามาจะเจอคูน้ำรูปตัวยูล้อมพระราชวัง 4 ด้าน

มีกำแพงแก้ว 2 ชั้น ชั้นนอกทำด้วยหินแลง ชั้นในทำด้วย หินทรายถัดเข้าไป เป็นระเบียงคด โอบล้อม ตัวพระราชวัง มีโคปุระ อยู่กลางกำแพงปราสาท มีปรางค์ประธานอยู่บริเวณตรงกลางด้านหน้า ปรางค์ ประธาน ส่วนรอบๆมุม ระเบียงคด เป็นที่ตั้งของบรรถาลัยสองหลัง คาดคะเนว่าเป็นที่เก็บตำรา

คัมภีร์ปราสาท นี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เหมือนกับพระราชวังเขมรอื่นๆด้วย ความเชื่อถือของเขมร ที่ว่าทิศตะวันออก เป็นด้านที่พลังแสงสว่าง รวมทั้งสิริมงคล ส่วนทิศตะวันตก เป็นด้านแห่งความตาย

ปรางค์ประธานเปรียบได้ดั่งเขาพระสุเมรุ ล้อมด้วยเสา เป็นปริมณฑลบ่งชี้ว่า เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ข้างในปรางค์ประธาน เดิมเป็นที่ตั้งศิวลึงค์ อันเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ หนึ่งในเทพสูงสุดสามองค์ของฮินดู

แสดง ว่าพระราชวัง ที่นี้เป็นศาสนสถาน ของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งเชื่อถือพระศิวะเป็นใหญ่ เดี๋ยวนี้ เหลือแค่เพียงแต่ฐานโยนีแค่นั้นนอกเหนือจากนั้น ผังปราสาท ยังชี้ให้เห็น ถึงความศรัทธาเรื่องจักรวาลของศาสนาฮินดู โดยมีเขาพระสุเมรุ อยู่ตรงกลางล้อมด้วยห่วงน้ำที่ใหญ่โตมโหฬร เมื่อเดินเข้า โคปุระ ด้านทิศตะวันออก ของกำแพงแก้ว ผ่านคลองแล้วก็ ระเบียงคดเข้าไปก็พอๆกับได้ไปสู่จุดศูนย์กลางจักรวาล

ทางเดินเข้าปราสาท

ปราสาทหินสด๊กก๊อกธม ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคทิศตะวันออก ผลิตขึ้นตมลักษณะศิลป์เขมร แบบคลังต่อบาปวน ในตอนพุทธศักราชที่ 15 – 16 มีการตรวจสอบเจอ แผ่นจารึกสองหลักซึ่งตั้งชื่อว่าจาก สด๊กก๊อกธม

ปราสาทสด๊กก๊อกธมปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะอย่างแม่นย่ำ แล้วก็งดงาม ด้วยแนวทางอนัสติโลสิส หรือ การพยายามค้นหา องค์ประกอบหินที่ขจัดขจาย มาทดสอบ ประกอบคืนตำแหน่งเดิม ทำเครื่องหมาย ไว้แล้วรื้อถอนออก เพื่อเสริมรากฐานรวมทั้งความแข็งแรง

แล้วหลังจากนั้น ก็เลยนำองค์ประกอบกลับขึ้นไปประกอบใหม่อีกทีหนึ่ง จนถึงทำให้พวกเรา ได้มองเห็น ภาวะของตัวปราสาทได้อย่างชัดเจนอย่างแรก ที่พวกเราจะได้มองเห็น เมื่อจะเดินไปสู่ ตัวปราสาท ก็คือ “เสานางเรียง” เสาหินทรง สี่เหลี่ยมยอดเสา สลักเหมือนรูปดอกบัวตูม ปริมาณ 86 ต้น

ตั้งเรียงรายเป็นระยะทั้งสองข้างเชื่อมไปยัง ประตูปากทางเข้า สู่ตัววังเมื่อก่อน ใกล้จะถึงตัวปราสาท ก็ จะพบ กำแพงแก้ว ก่อด้วยหินแลง แผนผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปากทางเข้ามี โคปุระ(ซุ้มประตู) ชั้นนอกรวมทั้งชั้นใน หน้าบัน ยังคงปรากฏลวดลายแกะสลัก

แลหมอก หยอกตะวันที่ควนนกหว้า

แลหมอก หยอกตะวันที่ควนนกหว้า

แลหมอก หยอกตะวันที่ควนนกหว้าแลหมอก หยอกตะวันที่ควนนกหว้า ณ สถานที่ ที่นี้ ในสมัยก่อนเมื่อ 60 – 70 ปี เป็นที่แหล่งอาศัย ของ นกยุงรวมทั้งนกหว้า

ยังเป็น สถานที่ที่นกกลุ่มนี้ มาจับคู่ ประกอบกับ ธรรมชติ และก็ ทิวภาพ ที่บริบูรณ์ ก็เลย ได้ มีความคิด ที่จะ ช่วยเหลือ ให้ มีการ ท่องเที่ยว เชิง ธรรมชาติ ให้

เป็น แหล่งท่องเที่ยว แหล่งใหม่ โดยมี “ป่า และก็ ทะเลหมอก” ดำรงไว้ ซึ่ง ความสมบูรณ์ ทางธรรมชาติ ให้ สูงที่สุด

ควนนกหว้าหรืจุดสำหรับชมวิว ค วน นก ห ว้ามี ความความสูง โดยประมาณ 199 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความเด่น โอบ

ล้อม ด้วยธรรมชาติ ที่ สวย อากาศ บริสุทธิ์ บรรยากาศ เย็นสบาย วิวรุ่งเช้า ที่ เต็มไปด้วย ทะเลหมอก และก็ยังเห็น เทือกเขา

ปาดง ทิวทัศน์ สวยสดงดงาม ของ สมุทร น้อย ใน สถานที่ ที่ นี้ พร้อม รอนัก ท่องเที่ยวมา เยี่ยมชม และก็ สัมผัส สนิทสนมธรรมชาติ และก็ สูด โอโซน บริสุทธิ์ แบบ มีชีวิต

ตั้งอยู่ที่ บ้านขอนยาง หมู่ที่ 6 ตำบลเขาปู่ อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง รหัสไปรษณีย์ 93190

 

แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง :
– 
ตลาดใต้โหนด ห่างจากจุดชมวิวควนนกหว้า ประมาณ 10 กิโลเมตร
– จุดชมวิวควนไข่หด ประมาณ 150 เมตร
– อุทยานเขาปู่-เขาย่า ประมาณ  5กิโลเมตร
– ถ้ำฤาษีประมาณ 4 กิโลเมตร
– น้ำตกเหรียงทอง   ประมาณ 5 กิโลเมตร