คลังเก็บหมวดหมู่: ท่องเที่ยว

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร บนถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง ซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นสะดือเมืองในสมัยพระยาเม็งรายนั่นเองค่ะ เป็นที่ตั้งของเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมือง ก่อนที่จะย้ายไปวัดเจดีย์หลวงรวมที่เที่ยวแพร่

และบริเวณยังเคยใช้เป็นศาลาว่าการมณฑลพายัพ และศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่มาแล้ว ต่อมาเมื่อศาลากลางย้ายไปใช้หลังใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ ก็เลยปรับปรุงอาคารเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ นั่นเองค่ะ อีกทั้งยังได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปี พ.ศ.2542 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

เป็นที่ตั้งของเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองก่อนที่จะย้ายไปวัดเจดีย์หลวง ที่ดินเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่พระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 จนถึงเจ้าดารารัศมี เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองตามระบบเทศาภิบาลจึงได้ประทานให้รัฐบาล เคยใช้เป็นศาลาว่าการมณฑลพายัพ และศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อศาลากลางย้ายไปใช้หลังใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่จึงขอปรับปรุงอาคารเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปี พ.ศ.2542 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

หอศิลปเชียงใหม่

ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่น นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีนิทรรศการถาวร 15 ห้อง จัดแบ่งตามเนื้อหาสาระ นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคสร้างบ้านสร้างเมือง ล่วงเลยผ่านวันเวลาอันรุ่งเรืองและเสื่อมถอย เปลี่ยนแปลงจวบจนเป็นเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ระบบการปกครอง วีถีชีวิตภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันน่าภูมิใจของชาวเชียงใหม่ นำเสนอด้วยแบบจำลองผสานสื่ออันทันสมัย ทั้งสไลด์ วีดีทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หุ่นจำลอง บอร์ดกราฟิก และภาพประกอบคำบรรยาย

อาคารส่วนหลัง แบ่งเป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียน ลานกิจกรรมกลางแจ้ง ห้องประชุม ร้านขายของที่ระลึก และร้านกาแฟ รองรับสำหรับจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่

ภายใน หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ นี้ จะจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่น ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ รวมแล้วมีนิทรรศการถาวรกว่า 15 ห้องเลยทีเดียว โดยเริ่มตั้งแต่เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ ยุคสร้างบ้านสร้างเมือง มาจนเป็นเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ระบบการปกครอง วีถีชีวิตภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่

โดยจะถ่ายทอดออกมาผ่านสื่อทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น สไลด์ วีดีทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หุ่นจำลอง บอร์ดกราฟิกต่างๆ รวมถึงมีอาคารส่วนหลัง ที่จะมีห้องนิทรรศการหมุนเวียนกันไปด้วย และยังมีโซนไว้จัดกิจกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ นี้ ได้เรียนรู้อดีตที่ผ่านมาของ เชียงใหม่ แบบจัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ

ตัวอาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2467 เป็นอาคารสูง 2 ชั้น เคยใช้เป็นหอคำ ศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังเมื่อมีการย้ายศูนย์ราชการออกไปนอกเมืองในปี พ.ศ. 2539 อาคารนี้จึงได้รับการปรับปรุงเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ วัตถุประสงค์เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และ อัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น อันจะสร้างความเข้าใจ ตระหนักรู้ และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่ต่อไปในอนาคต หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่

อาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

หอศิลปวัฒนธรรม มีห้องนิทรรศการถาวรถึง 15 ห้องจัดแบ่งตามเนื้อหาสาระ นับตั้งแต่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคของการสร้างบ้านแปงเมือง ล่วงเลยผ่านวันเวลาอันรุ่งเรืองและเสื่อมถอย เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งเป็นเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังจัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิต ภูมิปัญญา การเมืองการปกครองและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันน่าภูมิใจของคนเชียงใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้นำเสนอด้วยแบบจำลองผสานสื่อที่ทันสมัย ทั้งสไลด์ วีดิทัศน์ ซอฟต์แวร์ หุ่นจำลอง บอร์ดกราฟิกและภาพประกอบคำบรรยาย เพื่อให้การชมมีความน่าสนใจและได้ความรู้

การเดินทาง ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

ตัวของ หอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ จะอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์เลยค่ะ สามารถเดินทางปักหมุดตามแผนที่มาได้เลย หาไม่ยากแน่นอน หรือถ้าใครไม่มีรถจะนั่งรถแดง หรือ นั่งรถประจำทาง RTC Bus ufaสาย R3 (สายวนรอบเชียงใหม่) มาก็ได้ค่ะ ลงสถานีอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ได้เลย

โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเซีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ หลังจากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปยังพิษณุโลก ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำปาง ลำพูน ถึงเชียงใหม่ระยะทางประมาณ 695 กิโลเมตร อีกทางหนึ่ง คือ จากนครสวรรค์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก และลำปางถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กิโลเมตร

รถไฟ มีรถด่วนและรถเร็ว ออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) ทุกวัน ปลายทางสถานีรถไฟเชียงใหม่

รถโดยสารประจำทาง มีรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวันๆละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง

เครื่องบิน มีบริการเที่ยวบินประจำระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

รวมที่เที่ยวแพร่

รวมที่เที่ยวแพร่ เป็นเมืองล้านนาเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย รอให้เราได้ไปเยือน วันนี้เราก็มีพิกัดดีๆ ที่เที่ยว แพร่ เสน่ห์แห่งล้านนา ไปเช็คอินแล้วต้องหลงรักแน่ๆ ด้วยความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางวัฒนธรรม และธรรมชาติ ที่คุณจะตกหลุมรักแพร่จ้าผาเก็บตะวัน

รวมที่เที่ยวแพร่

วัดพระธาตุช่อแฮ

วัดพระธาตุช่อแฮ

สำหรับที่แรกที่จะพาไป ก็ต้องมาเอาฤกษ์เอาชัยกันสักหน่อยค่ะ วัดพระธาตุช่อแฮ อยู่ในอำเภอเมืองแพร่ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมย่อมุม ศิลปกรรมแบบเชียงแสน สูงถึง 33 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง สวยงามมากจริงๆ ค่ะ ภายในจะบรรจุพระเกศาธาตุ และพระบรมข้อศอกข้างซ้าย เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะพระธาตุช่อแฮจะเป็นการเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ใครไปเที่ยวจ.แพร่ ห้ามพลาดที่จะไปสักการะเลยนะ

ที่อยู่ : 1 ถ.ช่อแฮ ต.ช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 08:00 – 17:00 น.

วัดพงษ์สุนันท์

อีกหนึ่งวัดที่สวยงามไม่แพ้กันค่ะ นั่นก็คือ วัดพงษ์สุนันท์ ตั้งอยู่บนถนนคำลือ ในตัวเมืองจังหวัดแพร่ ภายในวัดจะมีพระนอนสีทองอร่ามอยู่ริมกำแพง เป็นสัญลักษณ์ของวัด ใกล้กับซุ้มประตูมงคล 19 ยอด บริเวณรอบๆ สวยงามมากค่ะ น่าไปไหว้พระขอพรมากจริงๆ

ที่อยู่ : ถ.คำลือ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 08:00 – 17:00 น.

วัดจอมสวรรค์

วัดจอมสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งวัดที่ถ้าไปแพร่แล้วต้องไปเช็คอินให้ได้ค่ะ เพราะที่นี่คือ วัดเก่าแก่ ที่สร้างด้วยศิลปะแบบพุกาม เป็นโบราณวัตถุที่สวยงามมากค่ะ ความพิเศษของวัดนี้คือ มีเพียงอุโบสถไม้หลังเดียว ที่เป็นทั้งอุโบสถวิหารและกุฏิอยู่ในอาคารเดียวกัน ตัวอาคารจะสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง และในปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดจอมสวรรค์ไว้เป็นสมบัติของชาติแล้วค่ะ รู้อย่างนี้แล้วต้องรีบไปเช็คอินกันให้ไวเลยใช่ไหมล้า

ที่อยู่ : ต.ทุ่งกวาว อ.เมือง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 08:00 – 17:00 น.

พระธาตุอินทร์แขวนจำลอง

พระธาตุอินทร์แขวนจำลอง

พระธาตุอินทร์แขวนจำลอง ตั้งอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาโพธิวงศาจริยาราม พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ในอำเภอเมืองแพร่ค่ะ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กม. เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของปีจอ นอกจากจะได้สักการะบูชาพระธาตุอินทร์แขวนจำลองแล้ว ยังจะได้สัมผัสองค์พระผุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย วิวทิวทัศน์ของวัดก็สวยงาม อยู่ท่ามกลางขุนเขาธรรมชาติ นอกจากจะได้ไหว้พระขอพรแล้ว ยังได้สัมผัสกับธรรมชาติอันสดชื่นอีกด้วยนะ

ที่อยู่ : ต.สวนเขื่อน อ.เมือง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 08:00 – 17:00 น.

วนอุทยานแพะเมืองผี

แพะเมืองผี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของแพร่ ที่ถ้าไม่มาเช็คอินก็เหมือนยังมาไม่ถึงแพร่ แพะเมืองผี เกิดจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ ค่ะ มีความสวยงามต่างกันออกไป หน้าผา เสาดิน เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้กับนักท่องได้เข้ามาศึกษาสภาพป่า เป็นการเที่ยวที่ได้รับความรู้ไปในตัวเลยล่ะค่า

ที่อยู่ : ต.น้ำชำ อ.เมือง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 07:00 – 18:00 น.

คุ้มวงศ์บุรี

อีกหนึ่งที่เที่ยวแพร่ที่อยากแนะนำให้ไปเช็คอินกัน นั่นก็คือ คุ้มวงศ์บุรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ บ้านสีชมพู เป็นอาคารสีชมพูสีหวานโดดเด่น มาอย่างยาวนานกว่า 100 ปีค่ะ ตกแต่งด้วยไม้ฉลุ ที่เรียกกันว่า ลายขนมปังขิง เป็นที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัย กับส่วนหน้าที่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเจ้านายในอดีต และมีห้องโบราณต่างๆ ให้เราเข้าไปชมได้ น่าสนใจสุดๆ เลย

ที่อยู่ : 50 ถ.คำลือ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 09:00 – 16:30 น.

คุ้มเจ้าหลวง

คุ้มเจ้าหลวง ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองแพร่ค่ะ คุ้มแห่งนี้เป็นอาคารโล่ง มีประตู หน้าต่างด้วยกันทั้งหมด 72 บาน มีความงดงามของลวดลายจากการฉลุไม้อยู่ด้านบนปั้นลม และชายคาน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น ในรูปแบบไทยผสมยุโรป เป็นอีกที่ค่ะที่มีมนต์เสน่ห์ของเรือนเก่าในเมืองแพร่ ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาเที่ยวชมที่นี่เด็ดขาดเลยค่า

ที่อยู่ : 4 ซ.คุ้มเดิม ต.ในเวียง อ.เมืองแพร่ จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 08:30 – 17:00 น.

อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง

อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง

อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง ตั้งอยู่อำเภอลอง อำเภอเมือง และอำเภอสูงเม่นค่ะ เป็นพื้นที่เขาสูงชัน บางจุดก็เป็นที่ราบ มีสวนหินมหาราช ซึ่งเป็นสวนที่มีหินที่โผล่ขึ้นมาตามธรรมชาติ สลับซับซ้อนกันอยู่ มีไฮไลท์คือ การขึ้นบันไดกว่า 300 ขั้น เพื่อนจะขึ้นไปถึงถ้ำเอราวัณค่ะ ที่ต้องบอกเลยว่าไปถึงแล้วคุ้มกับที่เดินขึ้นมาจริงๆ ใครอยากไปทดความกำลังขาห้ามพลาดเด็ดขาดเลยน้า

ที่อยู่ : ต.ต้าผามอก อ.ลอง จ.แพร่
เปิดให้เข้าชม : 08:30 – 16:30 น.

อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย

เวียงโกศัย มาจากชื่อที่ใช้เรียกจังหวัดแพร่ในอดีตค่ะ อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัยนี้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจังหวัดแพร่ มีสภาพป่าเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีทิวทัศน์และน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกแม่เกิ๋งหลวง น้ำตกแม่เกิ๋งน้อย และมีบ่อน้ำแร่อีกด้วย บอกเลยว่าถ้าไปเช็คอินที่นี่เหมือนได้ชาร์จแบตชีวิตเลยล่ะufabet

ที่อยู่ : ต.แม่เกิ๋ง อ.วังชิ้น จ.แพร่

สถานีบ้านปิน

สถานีบ้านปิน อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรค่ะ เป็นสถานีรถไฟแห่งเดียวของไทยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาวาเรียนเฟรมเฮาส์ หรือแบบโครงไม้ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมกันในแคว้นบาราเรียนของเยอรมัน ผสมกับสถาปัตยกรรมแบบไทย นั่นก็คือเรือนปั้นหยา ในปัจจุบันได้เลิกใช้งานไปแล้ว แต่ก็ยังคงอนุรักษ์ไว้ในรูปแบบเดิมค่ะ

ที่อยู่ : ต.บ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่

ผาเก็บตะวัน

ผาเก็บตะวัน จุดกางเต็นท์ ชมวิวพระอาทิตย์แบบพาโนรามา

ผาเก็บตะวัน ที่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาบ้านข้าวหนม คาเฟ่ขนมไทย

ผาเก็บตะวันเป็นจุดชมวิวที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จุดเด่นของจุดชมวิวแห่งนี้คือเป็นโลเคชันในการชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างงดงามมากๆ ตามชื่อของผาเก็บตะวันเลย นอกจากนี้ในบางวันที่อากาศดีๆ พอเหมาะ พอเจาะ จะมีทะเลหมอกออกมาอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นอีกด้วย

ในส่วนของวิวที่ทุกคนจะได้ชมเมื่อขึ้นไปที่ผาเก็บตะวันนั้น คุณจะได้กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ขุนเขาและป่าไม้ที่โอบล้อมเมืองวังน้ำเขียวเอาไว้อยู่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงได้เป็นแหล่งโอโซนที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เป็นความเขียวขจีที่ยิ่งมองก็ยิ่งสบายตาพาให้สบายใจจริงๆ ยิ่งใครชอบถ่ายภาพด้วยแล้วมาที่จุดชมวิวนี้คุณจะได้กดชัตเตอร์กันจนเพลินเลยทีเดียว

และสำหรับสายแคมป์ปิ้ง สามารถขึ้นมากางเต็นท์บนผาเก็บตะวันนี้ได้ด้วย จะใช้บริการเช่าเต็นท์ของอุทยานหรือนำเต็นท์มากางเองก็ได้ แต่สำคัญคือต้องรักษาความสงบ และความสะอาดกันให้ดีด้วย ธรรมชาติสวยๆ จะได้คงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน

ชมผาเก็บตะวัน

และทั้งหมดนี้ก็คือผาเก็บตะวัน จุดชมวิวสวยๆ ที่เรานำมาฝากทุกคนกันในวันนี้ ด้วยระยะทางที่ไมไ่กลจากกรุงเทพฯ มากนัก แถมยังได้ชมวิวธรรมชาติสุดอลังการแบบนี้ หากมีโอกาสเสาร์ อาทิตย์นี้ลองแวะเยี่ยมเยือนธรรมชาติให้หายคิดถึงที่ผาเก็บตะวันกันครับ

หากใครจะเข้าไปเที่ยวชมผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลานในช่วงนี้จะต้องจองคิวผ่านทางแอปพลิเคชัน QueQ ก่อน เพราะทางอุทยานจะจำกัดจำนวนผู้เข้าเที่ยวชมแต่ละวัน ตามนโยบายแบบ New Normal หรือหากไม่จองคิวก็สามารถวอล์คอินไปสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่โดยตรงที่หน้าด่านได้เลย แต่ไม่รับประกันว่าคิวของวันนั้นจะเต็มหรือไม่ ทางที่ดีควรเช็กไปก่อนจะดีที่สุด

กอดสายหมอก ดูพระอาทิตย์ขึ้น ด้วยกันที่ ผาเก็บตะวัน ที่เที่ยววังน้ำเขียว ในอุทยานแห่งชาติทับลานกันค่ะ ซึ่งที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สูดอากาศดีๆ ได้เต็มปอด เป็นอีกที่เที่ยวหนึ่งที่พลาดไม่ได้ค่ะถ้ามาเที่ยววังน้ำเขียว

นอกจากการมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาเก็บตะวันแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมดีๆ อย่างการปลูกป่า ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วมอีกด้วยค่ะ แต่การปลูกป่าของที่นี่เขามีกิมมิกน่ารักๆ อยู่ ด้วยการ ยิงหนังสติ๊กปลูกป่า จ้า เก๋จริงๆ

สำหรับเมล็ดพันธุ์พืชที่มีขายให้เราไปยิงหนังสติ๊กปลูกป่าก็จะมีทั้ง เมล็ดมะค่าโมง และเมล็ดลาน หรือ ลูกลาน ราคาถุงละ 10 บาทค่ะ แล้วก็ทำการยิงกระสุนเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านี้เข้าป่าไปได้เลย ตอนแรกเราก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดีค่ะ แต่จะได้ผลจริงๆ ไหม พอถามคนขาย เขาก็บอกมาว่า วิธีปลูกป่าแบบนี้ได้ผลประมาณ 80% เลยทีเดียว

หนังสะติ๊กอุปกรณ์ปลูกป่า เอาละเราก็ซื้อเมล็ดมะค่ามาถุงนึง เดี๋ยวไปช่วยกันปลูกป่ากันหน่อย วิธีการปลูกป่าของที่นี่น่าสนใจมากครับ ด้วยการยิงเมล็ดพืชออกไปให้ไกลตามทิศทางที่ต้องการด้วยหนังสะติ๊ก หรือว่าท่านที่นิยมกีฬากอล์ฟ ก็มีไม้กอล์ฟให้ยืม สำหรับลานกว้างที่ผาเก็บตะวัน มีหนังสะติ๊กอันใหญ่ตั้งไว้ให้หนึ่งอันสำหรับผู้ที่ใช้อันเล็กไม่ค่อยเป็นเดี๋ยวจะได้รับบาดเจ็บ บางกลุ่มก็มาปลูกเป็นกีฬาปลูกป่าทีมหญิงไปอย่างที่เห็น

ส่วนภาพล่างกลาง นี่คือลูกลานที่แห้งแล้วที่ร่วงลงมาจากต้นลานก่อนที่ต้นลานจะเหี่ยวตายไป เป็นวัฏจักรของลาน ต้นหนึ่งออกดอกได้ครั้งเดียวแล้วเหี่ยวแห้งตายไปหลังจากดอกลานติดลูกและร่วงลงดินแล้ว อายุของลานอาจจะมีตั้งแต่ 20-70 ปี กว่าจะออกดอก ปกติลานในอุทยานแห่งชาติทับลานมีอายุไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไปดูดอกลานได้ทุกปี เพียงแต่ในปี 2552 จะมีดอกออกพร้อมกันหลายต้นเป็นพิเศษ

เอาละเมื่อเข้าใจวิธีการปลูกป่าของที่นี่ดีแล้ว ก็เอาหนังสะติ๊กที่ยืมมาจากร้านขายเมล็ดพืชนั่นแหละ ยืดให้สุดแขน แล้วยิงออกไปไกลๆ แบบนี้เรียกว่าการยิงหนังสะติ๊กลดโลกร้อน

ดอกลานบนผาเก็บตะวัน เอาละปลูกป่ากันมานานแล้ว ก็เริ่มชมวิวบนผาเก็บตะวัน มองไปรอบๆ หาดอกลาน ก็เห็นอยู่เป็นหย่อมๆ แต่ละต้นออกดอกมากมายสมกับที่เป็นข่าวจนนักท่องเที่ยวเดินทางมาดูกันมากเป็นพิเศษในปี 2552
จากผาเก็บตะวันมองลงไปจะเห็นลานอยู่ที่พื้นราบด้านล่างกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ บางต้นจะแฝงอยู่ตามไหล่เขา ท่ามกลางต้นไม้อื่นๆ รายล้อม แต่ลานก็ยังสามารถชูดอกสูงกว่าต้นไม้รอบข้างได้ หากมีกล้องส่องทางไกลมองไปที่พื้นด้านล่างก็จะเห็นดอกลานได้ชัดมากขึ้น

หอชมวิวผาเก็บตะวัน ที่ผาเก็บตะวันมีหอชมวิวบริการด้วย แต่กระไดไม้ไผ่มันอาจจะปีนยากไปสักนิด ไต่ๆ ไปมีไหวๆ ด้วยตื่นเต้นดีแท้

หมีควายตัวน้อย ลูกหมีควายน้อยน่ารักตัวนี้เพิ่งเจอมันที่ผาเก็บตะวันในการไปครั้งที่ 4 ปี 2554 นี่เองไม่รู้ประวัติความเป็นมาของมันไว้ไปครั้งที่ 5 จะได้สอบถามเจ้าหน้าที่ ต้นไม้ที่มันปีนอยู่นี้ตรงโคนต้นสร้างคอกล้อมมันไว้ มันชอบปีนไปอยู่ข้างบนมากกว่าที่จะอยู่ในคอก กว่าจะถ่ายรูปมันได้แบบนี้เล่นเอาปวดคอปวดไหล่ ใครๆ ผ่านไปทางนี้สอบถามสารทุกข์สุขดิบให้ด้วยนะครับ

ป้ายที่ระลึกของผาเก็บตะวัน

ป้ายที่ระลึกของผาเก็บตะวัน เป็นสิ่งแปลกตาอีกอย่างหนึ่งในการเดินทางมาเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ เพราะปกติก็จะทำป้ายใหญ่ด้วยไม้หรือวัสดุอย่างอื่น แต่ก็เป็นรูปร่างธรรมดาทั่วไปแบบป้ายที่เห็นกันประจำ แต่ที่ผาเก็บตะวันแห่งนี้กลับใช้รูปแบบหลักกิโลเมตร คล้ายๆ ปาย
ที่จุดชมวิวผาเก็บตะวันมีศาลาพักผ่อนบริการนักท่องเที่ยวสามารถสั่งอาหารมานั่งทานกันตรงนี้ก็ได้ (มีร้านอาหารบริการครับ)
ลานจอดรถที่นี่ก็เป็นลานดินกว้างๆ มีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ ลานจอดรถ
ด้านหนึ่งของลานจอดรถก็มีป้ายข้อมูลความรู้ต่างๆ ป้ายข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกป่า เนื่องจากป่าไม้ในบริเวณตำบลไทยสามัคคีเคยถูกทำลายลงเป็นอย่างมากในที่สุดกรมป่าไม้จึงได้กำหนดพื้นที่บางส่วนให้เป็นเขตฟื้นฟูสภาพป่า การทำงานปลูกป่าสภาพป่าก่อนและหลังการฟื้นฟูเห็นได้ชัดบนแผ่นป้าย ไว้ให้ความรู้นักท่องเที่ยว
เห็นกันเลยว่ามีคนมาไม่น้อย และส่วนมากก็จะมาแวะกันสัก 30 นาทีแล้วก็ไปเที่ยวต่อกันที่อื่น ตอนที่ขับรถเข้ามาหรือขับกลับก็มีรถสวนทั้งขาเข้าขาออกกันหลายคัน นักท่องเที่ยวหลายคนก็เล่าให้ฟังว่าได้ข่าวจากช่อง 7 เลยตามมาดูกันมากมายจริงๆ แล้วก็ไม่ผิดหวังที่ได้เห็นดอกลานบานสะพรั่งกันทั่วทุ่งสมใจหมาย

เก็บตะวัน นี่เองเป็นที่มาของคำว่าเก็บตะวัน คือเอาหนังสะติ๊กยิงพระอาทิตย์ ซะเลย การมาปลูกป่าของเราในบางครั้งก็เลือกที่จะมาเย็นๆ รอชมพระอาทิตย์ตกก่อนค่อยเดินทางเข้าที่พักที่วังน้ำเขียว กิจกรรมการปลูกป่าจนถึง เมษายน 2554 สล็อตที่ไปมาล่าสุดก็ยังคงใช้หนังสะติ๊กแต่เปลี่ยนเป็นแบบมีราวติดตั้งด้านหนังสะติ๊กอย่างแน่นหนาสำหรับคนที่ใช้ไม่เป็นเดี๋ยวอาจจะเกิดอันตรายได้ แต่ก็ยังมีแบบถือให้ยิงกันถนัดๆ สำหรับคนที่ใช้มันเป็น

พระอาทิตย์อัสดงตรงผาเก็บตะวัน วิวนี้เป็นภาพที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของการชมพระอาทิตย์ตกที่วังน้ำเขียวสำหรับในฤดูหนาวอาจจะมีลุ้นได้ชมทะเลหมอกตอนเช้าก็ต้องไปหาจุดชมวิวสวยๆ นั่งรอกัน

ใครที่อยากมาเที่ยวธรรมชาติ สูดอากาศดีๆ ของวังน้ำเขียวได้เต็มปอด ดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และปลูกป่าเก๋ๆ แบบนี้ล่ะก็ แวะมาเที่ยวที่ผาเก็บตะวันกันได้เลย

บ้านข้าวหนม คาเฟ่ขนมไทย

บ้านข้าวหนม คาเฟ่ขนมไทย ร้านขายขนมไทยตกแต่งทันสมัยในสไตล์คาเฟ่ ผสมผสานกับความเป็นไทยแบบวินเทจ พร้อมจัดเต็มขนมไทยหลากหลายชนิด จัดวางในภาชนะสวยงาม หน้าตาขนมน่ารับประทาน ขนมไทยบางอย่างหาทานได้ยากในปัจจุบันเห็นแล้วต้องว้าว ใครชอบทานขนมไทย หรือยังไม่ค่อยมีโอกาสได้ทาน แวะมาร้านนี้จะได้รู้จักขนมไทยมากขึ้น แถมได้ลิ้มรสขนมและเครื่องดื่มรสชาติดีอีกด้วย

ร้านตั้งอยู่กลางเมืองอยุธยาบริเวณถนนอู่ทอง ร้านไม่มีที่จอดรถ ต้องหาที่จอดเลียบถนน ตัวร้านเป็นแบบชั้นเดียวสีเขียวอ่อน กรุด้วยหน้าต่างกระจก หน้าร้านมีมุมเก้าอี้ และโต๊ะนั่งริมกระจก ขนาบข้างด้วยต้นไม้ฟอกอากาศ แค่หน้าร้านก็ตกแต่งได้น่ารักแล้วดอยเมี่ยง แม่ฮ่องสอน

บ้านข้าวหนม คาเฟ่ขนมไทย

บ้านข้าวหนม

ภายในร้านตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย ใช้เฟอร์นิเจอร์สีไม้สีเข้ม มีความเป็นลอฟท์นิดๆ ด้วยกำแพงสีส้มอิฐ  แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน คือ โซนขายขนมที่มีขนมไทยแบบต่างๆให้เลือกมากมาย ทั้งจ่ามงกุฎ สัมปันณี ช่อผกากรอง ทองม้วนอบกรอบ ทองหยิบ ทองหยอดโบราณ หรือไอศกรีมหลงยุค สารพัดเมนูขนมไทยโบราณที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน จัดวางอยู่บนชั้น และบนโต๊ะไม้ที่ถูกจัดวางบนใบตอง ในตระกร้าหวาย หาบเร่แบบไทย โดยทางร้านมีกระจาดให้หยิบเลือกขนมที่ต้องการ

ขนมไทยหลากสีสัน บางอย่างรู้จักและเคยเห็นมาบ้าง และบางอย่างยังไม่รู้จักหรือไม่ค่อยเห็นบ่อย ขนมถูกตกแต่งจัดวางในภาชนะที่สวยงาม คนที่ไม่ค่อยทานขนมไทยอย่างเรา เห็นแล้วถึงกับชอบในไอเดียการจัดวางนี้ อยากลองทานหลายอย่าง เป็นอาณาจักรขนมไทยใจกลางอยุธยาเลยก็ว่าได้

ส่วนพื้นที่อีกส่วน คือ คาเฟ่สำหรับนั่งทานขนม มีทั้งพื้นที่ด้านหน้า ซึ่งจัดโซนที่นั่งหลายมุม ทั้งแบบติดกำแพงอิฐ ที่นั่งติดกระจก และที่นั่งตรงกลางประดับด้วยภาชนะโบราณแบบไทย บรรยากาศน่านั่งไปหมดทุกจุด

ยังมีที่นั่งแบบเอาท์ดอร์ที่ไม่ใช่ห้องแอร์ ประดับด้วยไม้ฟอกอากาศ ในมุมต่างๆ  ถึงแม้จะเป็นร้านที่มองจากข้างนอกเหมือนพื้นที่ไม่มาก แต่จัดสรรพื้นที่นั่งได้เป็นสัดส่วน

เมื่อเลือกขนมแล้วไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน สำหรับใครที่ต้องการนั่งทานในร้าน ทางร้านมีจานช้อนวางไว้ให้บริการตัวเองค่ะ ส่วนใครที่ต้องการซื้อกลับบ้านจะแพคใส่ถุงกระดาษ  หยิบข้าวเหนียวปลาแห้งและสาคูกลีบดอกไม้ไส้หมู ทานคู่กับอัญชันเอสเพรสโซ่ และน้ำมะม่วงปั่น รสชาติของขนมไทยและเครื่องดื่มค่อนข้างดี  สำหรับคนที่ไม่ถนัดสายหวาน ทานคู่กันตอนแรกกลัวจะว่ารสชาติจะเลี่ยนเกินไป แต่ไม่รู้สึกถึงขนาดนั้น เพราะที่ร้านทำไม่หวานมาก

บ้านข้าวหนม อยุธยา คาเฟ่ขนมไทยที่ตกแต่งได้ถูกใจคนรุ่นใหม่ สำหรับสายชอบเที่ยวคาเฟ่และถ่ายรูป ได้ภาพสวยกลับบ้านแล้ว ยังได้รู้จักและลองทานขนมไทยแบบต่างรวมถึงเครื่องดื่มที่รสชาติถูกใจด้วย

ถือเป็นคาเฟ่ขนมไทยร้านแรกๆ ในอยุธยาเลยก็ว่าได้ โดยที่นี่ได้สูตร ขนมไทยโบราณจากก้นครัวของคนในครอบครัว และคนในท้องถิ่นเมืองกรุงศรีอยุธยา เป็นสูตรลับต้นตำรับขนมไทยแท้ไม่เหมือนใคร โดยเจ้าของนำมาปัดฝุ่นใหม่ ให้ถูกใจวัยรุ่นในสไตล์คาเฟ่นั้นเอง

แม้เป็นร้านขนมไทย แต่บรรยากาศของร้านกลับออกแบบให้ดูวินเทจโมเดิร์น ด้วยผนังอิฐสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่กลางเมืองเก่าอยุธยา ตัดความวินเทจด้วยโคมไฟยาวให้ความรู้สึกทันสมัยมากขึ้น มีโต๊ะไม้เป็นที่ตั้งสำหรับขนมไทยซื้อกลับบ้าน ที่ทางร้านทำสดใหม่วันต่อวันเลยทีเดียว

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร บ้านข้าวหนม

ในส่วนของเมนูขนมไทยของที่นี่ โดดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขนมตาล ขนมปลาโบราณ ขนมใส่ไส้ นอกจากนี้ยังมีขนมไทยหากินยากอย่าง สัมปันนีมะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวแดง กระเช้าสีดา เป็นต้น

ในส่วนของเมนูขนมไทยกินที่ร้าน มีเมนูซิกเนเจอรที่ใครมาก็ต้องสั่งคือ ไอติมหลงยุค ไอศกรีมที่ท็อปด้วยฝอยทอง และทองม้วน เป็นความหลงยุคของขนมหวานที่เข้ากันอย่างลงตัว รวมไปถึง ไอติมชานมอัญชัญ ไอศกรีมสีฟ้าสวย หวานสดชื่น กินคู่กับทองม้วน อร่อยไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ส่วนเมนูเครื่องดื่ม ที่ร้านมีเมนูแนะนำ 2 เมนูอย่าง ชาเขียวหลงกรุง กับ กาแฟบ้านข้าวหนม ถือเป็น 2 เมนูซิกเนเจอร์ที่กินคู่กับขนมไทยของที่ร้าน บอกเลยว่าเข้ากันสุดๆ ที่สำคัญราคาไม่แรง เริ่มต้นเพียงแก้วละ 70 บาทเท่านั้นเอง

ไอติมหลงยุค (125 บาท) ก็เป็นไอศกรีมรสชาไทยที่ทางร้านทำเอง เน้นรสชาติของชาไทยแต่ไม่หวานนัก เสิร์ฟมาคู่กับฝอยทอง ทองม้วน และขนมถั่วต่างๆ หรือจะเป็น ไอติมยาหยี (95 บาท) เป็นไอศกรีมแตงไทยน้ำกะทิ กลิ่นหอม รสชาติหวานมัน กินคู่กับสาคูไทยต้มกับอัญชันให้สีน้ำเงินสวยชวนชิม

เมนูเด็ดอย่าง ขนมชั้น (20 บาท) ที่ร้านจะทำเป็นรูปดอกกุหลาบเล็กๆ ชิ้นพอคำ ใส่สีทั้งสีที่ได้จากธรรมชาติอย่างดอกอัญชัน และสีผสมอาหารสีต่างๆ ชิมขนมชั้นเนื้อนุ่มนิ่มหนึบ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วน ขนมขี้หนู (30 บาท) ก็สีสวยถูกใจ ทำจากแป้งขูดเป็นผงเล็กๆ ทำเป็นสีเขียวอ่อนและชมพู โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดufabet

ทางด้าน ตะโก้ (25 บาท) ที่มาเป็นกระทง ด้านล่างเป็นไส้เผือกที่ผสมมาเป็นอย่างดี ได้รสหวานนิดๆ หอมมันเผือก ด้านบนเป็นกะทิหอมมันออกเค็มนิดๆ กินแล้วเข้าคู่กันดีมากๆ

ขนมไทยๆ ก็จะขาด ชุดมงคล (70 บาท) ไม่ได้ มีทั้งขนมเสน่ห์จันทน์ ขนมทองเอก และขนมจ่ามงกุฎ สีเหลืองทองสวยชวนกิน เคี้ยวมัน หอมหวานกำลังดี ชื่อของขนมก็เป็นมงคลด้วย

ถัดมาก็เป็น ขนมห่อใบตอง (ชิ้นละ 6 บาท) มีให้เลือกทั้งขนมกล้วย ขนมฟักทอง และขนมใส่ไส้ ห่อมาในใบตองแบบโบราณ อีกทั้งยังมี ช่อม่วง (50 บาท) สีม่วงสวย จับจีบมาคล้ายดอกไม้ ไส้ด้านในเป็นถั่วกวนหวานๆ เค็มๆ หรือจะเป็น ข้าวเหนียวสังขยา (20 บาท) ที่ห่อมาในใบตอง ข้าวเหนียวเป็นข้าวเหนียวมูนเนื้อนุ่มหอมหวาน ไส้สังขยาหอมไข่หวานมัน

มาถึงเรื่องเครื่องดื่ม มีแนะนำให้ลองชิมคือ กาแฟบ้านข้าวหนม (85 บาท) ที่ทางร้านใช้เมล็ดกาแฟไทยและนอกผสมกัน ชงเป็นกาแฟเย็น ด้านล่างเป็นน้ำตาลเคี่ยว เวลากินต้องคนให้เข้ากัน จะได้ความเข้มข้นของกาแฟ ตัดกับความหวานหอมของน้ำตาลเคี่ยว

อีกแก้วคือ ชาเขียวหลงยุค (70 บาท) ใช้ผงชาเขียวแท้ๆ ผสมกับน้ำตาลทรายแดง ได้ความเข้มข้นของชาเขียว และความหวานหอมจากน้ำตาลทรายแดง

ร้านขนมไทยเล็กๆ แห่งนี้ยังมีอีกหลายเมนูให้ลองชิม เช่น กลีบลำดวน (85 บาท) สังขยาหม้อแกง (35 บาท) ขนมต้ม (35 บาท) กล้วยเชื่อม (40 บาท) เป็นต้น ใครที่มาเที่ยวที่อยุธยา ก็ลองแวะมาชิมขนมไทยอร่อยๆ กันได้ จะนั่งชิมนั่งชิลกันที่ร้าน หรือจะซื้อเป็นขนมของฝากกลับบ้านไปก็ดีไม่น้อย

ดอยเมี่ยง แม่ฮ่องสอน

ดอยเมี่ยง แม่ฮ่องสอน สัมผัสอากาศเย็นๆ กันแล้วว ทริปนี้เราเลยเลือกปักหมุดมาที่ แม่ฮ่องสอน  ต้องเกริ่นก่อนว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวที่ทั้งสูงและสวยที่สุดในแม่ฮ่องสอนเลยก็ว่าได้นะคะ ถ้าอยากรู้ว่าจะขนาดไหน ก็ตามมาที่
ขี่ม้าชมวิวเที่ยวชิลๆ

ดอยเมี่ยง แม่ฮ่องสอน

ตั้งอยู่ใน อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บนความสูงประมาณ 1,600 เมตร ในเขตของป่าดิบชื้น ที่มีภูเขาสูงชันสลับซับซ้อนกันไป และแน่นอนว่าเป็น จุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองปายพร้อมกับทะเลหมอก ได้อย่างสวยงามแบบ 360 องศาเลยทีเดียว

โดยยอดดอยนี้จะมีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ เลยทำให้แทบจะมีทะเลหมอกให้ได้ชมกันทุกช่วงฤดูเลยทีเดียวค่ะ อีกทั้งยังมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี แม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูฝนก็ตาม รวมถึงยังเป็น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่งดงามสุดๆ อีกด้วยเช่นกันค่ะ และถ้าใครได้มาเที่ยวช่วงเดือนมกราคม ก็มีลุ้นได้เห็นต้นนางพญาเสือโคร่งบานอีกด้วย

ดอยเมี่ยง

แต่ถ้าใครมาในช่วงของหน้าฝน อาจจะเดินทางลำบากพอตัวเลยค่ะ เพราะเส้นทางที่นี่จะเป็นดินโคลน ภูเขาสูงชัน และคดโค้งมาก ถ้าไม่อยากลุยมาก ก็แนะนำว่ามาในช่วงหน้าหนาวจะดีที่สุดค่ะ รวมถึงบน ดอยเมี่ยง ก็ยังมีที่พักให้บริการด้วย แต่อาจจะไม่ได้มีเยอะมากมายอะไรนะคะ และถ้าอยากจะกางเต็นท์นอนแทนก็ทำได้

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมที่ ดอยเมี่ยง ถึงยกให้เป็น จุดชมวิวสูงที่สุดและสวยที่สุดของ แม่ฮ่องสอน เพราะจะหาวิวของทะเลหมอกที่ปกคลุม อำเภอปาย และพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนกัน ถ้ายังคิดไม่ออกว่าหนาวนี้จะไปเที่ยวที่ไหน ลองแวะมาชมวิวสวยๆ ของที่นี่กันดูนะคะ น่าจะถูกใจกันมากเลยทีเดียว

สวรรค์เมืองหมอกป้ายแดง ที่ปักหมุดอยู่สูงประมาณ 1,600 เมตร ในพื้นที่ป่าดิบชื้นและภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น ต้นสน ต้นพญาเสือโคร่ง ต้นมะค่า ความสุขโดยสัมผัส คือการไปยืน ณ จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพทิวทัศน์ของเมืองปายได้อย่างสวยงาม แบบสุดสายตา 360 องศา ท่ามกลางมวลอากาศหนาวเย็นและมีลมพัดโชยสบายทุกฤดูกาล

ในจุดที่สูงสุดบนดอยเมี่ยงแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจะเห็นมีหมอกหนาขึ้นบนดอย มีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ หรือทะเลหมอกให้ได้ชมในทุกช่วงฤดูเลยทีเดียว อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจไม่ควรพลาด ต้องตื่นมาละเลียดภาพอุ่นๆ ของพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า โดยมีสายหมอกอ่อนละมุนมารอรับแสงแรกของวัน ที่จะทำให้บรรยากาศแปรเปลี่ยน กลายเป็นวินาทีแห่งความโรแมนติก

ในช่วงหน้าฝน การเดินทางค่อนข้างลำบาก เนื่องจากเส้นทางเป็นดินโคลน เขาสูงชัน และคดโค้ง ซึ่งทางจังหวัดได้มีการสร้างถนนชั่วคราวระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร จากจุดเส้นทางแยกบ้าน ปางตอง ขึ้นสู่ บนดอยเมี่ยง เพื่อบริการนักเดินทางนักท่องเที่ยว แต่ถ้าจะให้ปลอดภัย และได้ชมทะเลหมอกขึ้นหนาตามาก ในช่วงหน้าหนาวให้บรรยากาศได้ดีที่สุด

ชมทะเลหมอกสวยๆ กันที่ ดอยธง กันบ้างคะ ถ้ายังไม่เคยอย่าเสียใจไปค่ะ ตามเรามาดูเลยดีกว่าว่าที่นี่จะสวยขนาดไหนกัน ว่ากันว่าเป็นจุดสูงที่สุดในปาย

ดอยธง

ดอยธง

ไฮไลท์ ของ ดอยธง

ดอยธง ตั้งอยู่ที่ ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความสูงถึง 1,895 เมตร จากระดับน้ำทะเลด้วยกันค่ะ และเป็นจุดสูงสุดที่สามารถชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างสวยงดงามมากเลยค่ะ ซึ่งบนยอดของดอยธงนั้น จะมี เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อให้ชาวบ้านและชาวเขาได้กราบสักการะกันอีกด้วย

โดยอุณหภูมิในช่วงหน้าหนาวบน ดอยธง ในช่วงต่ำสุดจะวัดได้ 2-4 องศาเซลเซียสเลยค่ะ อุณหภูมิสูงสุดก็จะอยู่แค่ 11 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่ง ดอยธงจะเป็นยอดเขาที่เป็นเส้นทางผ่านจาก ดอยเมี่ยง ที่อยู่ห่างกันประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้น และในรัศมี 500 เมตร ก็ยังมีจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สามารถมองวิวได้แบบ 360 องศา ให้ได้ชมทะเลหมอกและธรรมชาติที่สวยงามตลอดเส้นทางด้วย

ในช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต มักจะมีชาวบ้านชาวเขาต่างๆ ขึ้นมากราบสักการะเจดีย์ที่นี่เป็นประจำทุกปีเลยค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวควรจะต้องมาสักการะด้วยเช่นกันค่ะ ส่วนบริเวณรอบๆufabet จะล้อมไปด้วยขุนเขา ทิวทัศน์ป่าไม้ ธรรมชาติ มีลมพัดเย็นสบายตลอดทั้งวัน เพราะด้วยความที่ตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริดอยกิ่วลมนั่นเองค่ะ

ที่ ดอยธง เป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพและวิวรอบๆ เต็มไปด้วยภูเขามากมายให้เราได้ชม พร้อมกลุ่มทะเลหมอกสวยๆ ยิ่งถ้าได้มาในช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่มีความชื้นสูงก็จะได้เห็นทะเลหมอกอยู่รอบๆ ตัวเลยค่ะ ที่นี่สามารถมาเที่ยวได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีค่ะ สามารถพักค้างคืนได้ที่ยอดดอยเมี่ยงเลย

ขี่ม้าชมวิวเที่ยวชิลๆ

ขี่ม้าชมวิวเที่ยวชิลๆ การขี่ม้านอกจากจะเป็นกีฬาที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีแล้วยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมสนุกๆ ของการท่องเที่ยวหลายๆ รูปแบบอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขี่ม้าเที่ยวธรรมชาติ ขี่ม้าเที่ยวชายหาด ขี่ม้าชมเมือง ฯลฯ ที่ยังไม่เคยขี่ม้าไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยการทำกิจกรรมสนุกๆ นี้กัน ตาม 5 สถานที่ที่สามารถขี่ม้าเที่ยวได้เที่ยว Daegu

ขี่ม้าชมวิวเที่ยวชิลๆ

หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ช่วงหลังมานี้เวลาหลายคนไปเที่ยวหัวหินก็มักจะไปเช็คอินกันที่ซีนสเปซ (Seen Space) คอมมูนิตี้มอลล์สุดชิคริมทะเลหัวหินกัน ดังนั้นเอ็กซ์พีเดียจึงอยากชวนเพื่อนๆ ไปย้อนวันวานด้วยการขี่ม้าชายหาดหัวหินกันดู และเราก็เชื่อว่าหลายคนเคยไปเที่ยวหัวหินแต่ไม่เคยขี่ม้าชายหาดด้วย ดังนั้นลองไปเปิดประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ดูสักครั้ง ไปขี่ม้าเลียบชายหาด ชมวิวสวยๆ ของท้องทะเลหัวหิน รับสายลม แสงแดดกันให้เต็มที่ ซึ่งที่นี่มีม้าสวยๆ หลายไซส์ให้เลือกขี่กัน ถ้าจะให้ดูชิค ดูเท่ ดูเก๋สักหน่อยก็จัดคอสตูมไปให้แน่น รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับมาเพียบอย่างแน่นอน

ภูเขาไฟโบรโม่ ประเทศอินโดนีเซีย

ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของภูเขาไฟโบรโม่ในอุทยานแห่งชาติโบรโม่เทงเกอร์เซมารู (Bromo Tengger Semeru National Park) ที่ยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ที่นี่คือหนึ่งในเส้นทางที่คนชอบเที่ยวธรรมชาติต้องไปพิชิตเพื่อดูให้เห็นกับตาให้ได้สักครั้งในชีวิต ซึ่งการเดินทางขึ้นไปยังจุดชมวิวสามารถทำได้ด้วยการเดินหรือการขี่ม้าขึ้นไปนั่นเอง ซึ่งเราแนะนำให้เพื่อนๆ ขี่ม้าขึ้นไปดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่เหนื่อยแล้วระหว่างทางก็จะได้เห็นวิวสวยๆ ของธรรมชาติโดยรอบในมุมที่ระดับสายตาของการเดินเท้าไม่สามารถมองเห็นได้ แถมยังถึงไหล่เขาไวกว่า สามารถเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวต่อได้โดยไม่เหนื่อยอีกด้วย เมื่อถึงจุดชมวิวแล้วเพื่อนๆ จะได้เห็นวิวที่ของภูเขาไฟในระยะที่ใกล้มากๆ ได้เห็นควันสีขาวจากสารซัลเฟอร์ที่หลงเหลือจากการปะทุพวยพุ่งลอยฟุ้งอยู่เกือบตลอดเวลา ซึ่งสวยงามจนได้รับฉายาว่าเป็นอัญมณีแห่งชวาตะวันออกเลยทีเดียว

คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี

คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี

คัปปาโดเกีย เมืองชื่อดังในประเทศตุรกีที่หลายคนจดจำภาพของบอลลูนสวยๆ ที่ล่องลอยอยู่เต็มท้องฟ้า แน่นอนว่าการขึ้นบอลลูนชมวิวคือไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวคัปปาโดเกีย แต่ที่คัปปาโดเกียยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาดเช่นกัน นั่นก็คือ การขี่ม้าเที่ยวธรรมชาติของคัปปาโดเกียนั่นเอง ด้วยภูมิทัศน์ของเมืองที่เปิดโล่ง มีภูเขาหินสูงต่ำมากมาย อีกทั้งมีแท่งหินรูปร่างแปลกตาตั้งอยู่สลับกันเป็นแนวยาวจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟและการกัดกร่อนของเถ้าลาวาเป็นเวลานาน ดังนั้นการขี่ม้าชมเมืองคัปปาโดเกียพร้อมกับแวะถ่ายรูปสวยๆ ตามจุดต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน เราแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกขี่ม้า 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงพระอาทิตย์ตก หรือช่วงบอลลูนขึ้นแล้วแต่สะดวก เพราะเพื่อนๆ จะได้รูปถ่ายสวยๆ ฟีลโรแมนติก สวยงามไม่แพ้การขึ้นบอลลูนชมวิวอย่างแน่นอน

มองโกเลียใน (Inner Mongolia) ประเทศจีน (China)

การขี่ม้าของชาวมองโกลถือเป็นเรื่องคู่กัน ด้วยเสน่ห์แห่งความงดงามของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหุบเขา ทะเลทราย และทุ่งหญ้าที่มองโกเลียใน ประเทศจีน ทำให้การขี่ม้าเที่ยวธรรมชาติเป็นสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต ซึ่งการขี่ม้าเที่ยวธรรมชาติที่มองโกเลียในจำเป็นจะต้องมีไกด์ทัวร์นำด้วย เพราะนอกจากการแวะเที่ยวตามจุดต่างๆ บางทัวร์เพื่อนๆ จะได้นอนค้างคืนในเหมิงกู่เปาหรือเต็นท์ของชาวมองโกลใน และการขี่ม้าของที่นี่ก็ไม่ธรรมดาด้วยนะ เพราะจะไม่มีคนคอยจูงม้าให้เรา แต่ความน่ารักของม้าของที่นี่คือเชื่องมาก รู้หน้าที่มาก สามารถเดินตามกันเป็นฝูงได้ เพื่อนๆ คนไหนเป็นสายลุยหน่อย ขอให้ลองมาขี่ม้าเที่ยวที่มองโกเลียในดูสักครั้ง

เกลนเวิร์ธ วัลเลย์ เอาท์ดอร์ แอดเวนเจอร์

เกลนเวิร์ธ วัลเลย์ เอาท์ดอร์ แอดเวนเจอร์ตั้งอยู่ในเซ็นทรัลโคสต์ (Central Coast) ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)บาคาร่า ประเทศออสเตรเลีย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสุดโด่งดังที่กวาดรางวัลมามากมายบนพื้นที่กว่า 3,000 เอเคอร์ โอบล้อมด้วยหุบเขาและธรรมชาติที่สวยงามอลังการ ภายในมีกิจกรรมมากมายให้เพื่อนๆ ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือคายัค เลเซอร์เกมส์ ตั้งแคมป์ ขี่รถควอดไบค์ เป็นต้น แต่ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการขี่ม้าเที่ยวธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งที่นี่มีกิจกรรมขี่ม้าเที่ยวธรรมชาติ เที่ยวฟาร์มให้เพื่อนๆ เลือกหลายรูปแบบภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ ใครที่ขี่ม้าไม่เป็นเลยก็มีบริการขี่ม้าพร้อมไกด์ ใครที่ติดใจขึ้นมาอยากลองเรียนขี่ม้าจริงจังที่นี่ก็มีคอร์สเรียนขี่ม้าเปิดสอน หรือใครที่ขี่ม้าเป็นอยู่แล้วก็สามารถเลือกขี่ม้าทางไกลเที่ยวธรรมชาติด้วยตัวเองได้ หรือน้องๆ หนูๆ ที่อายุยังน้อยก็สามารถเลือกขี่ม้าแคระได้ด้วยนะ เรียกได้ว่าสนุกกันได้ทั้งครอบครัวเลยทีเดียว เท่านั้นยังไม่พอ! ที่นี่ยังมีบริการขี่ม้าเพื่อไปนั่งปิกนิก ทานอาหาร ดื่มไวน์ท่ามกลางธรรมชาติสุดแสนจะโรแมนติกอีกด้วย และที่บอกว่าโรแมนติกก็เพราะว่าที่เกลนเวิร์ธ วัลเลย์ เอาท์ดอร์ แอดเวนเจอร์แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของชาวออสเตรเลียจำนวนมากยังไง

เที่ยว Daegu

เที่ยว Daegu ที่เมืองแดกู เมืองใหญ่ อากาศดี ที่ถูกล้อมรอบด้วยท่ามกลางขุนเขา และธรรมชาติสวยงามสุดๆ เป็นจุดบรรจบของวัฒนธรรม มีความทันสมัย และนี่คือการ “เมืองท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่ทุกคนจะหลงรักแน่นอน”

เริ่มทริปในวันนี้เรามากันที่ Palgongsan Cable Car” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองพัลกงซาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาแทแบ๊ค (Taebaek) เป็นทิวเขาที่ลากยาวตั้งแต่พื้นที่ในเกาหลีเหนือมาถึงเกาหลีใต้ คนแดกูจะชอบมาเดิน มาปีนเขากันที่นี่เป็นประจำ และในช่วงทุก ๆ ต้นถึงกลางเดือนเมษายน เขาก็จะจัดงานเทศกาลดอกพ๊อตกต หรือ Palgongsan Cherry Blossom Festival ที่จัดเป็นประจำทุกปีเลยอู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์

เที่ยว Daegu

Palgongsan Cable Car

ตรงจุดนี้เราสามารถนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไปชมวิวเขาพัลกงซานจากด้านบน อิ่มเอมกับบรรยากาศดี ๆ ของที่นี่ ส่วนค่าขึ้นเคเบิลคาร์ก็ไม่แพง ไป-กลับ ประมาณ 9,000 วอนเท่านั้นเองค่ะ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 240 บาท (ขึ้นอยู่กับค่าเงินในช่วงนั้นด้วยนะคะ)

เมื่อขึ้นไปแล้วก็เห็นวิวสวย ๆ ของเขาพัลกงซาน ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะเห็นใบไม้สีเหลือง สีแดง เต็มเขาไปหมด พอขึ้นไปถึงด้านบนจะเจอหิน Wish Rock ที่คนเกาหลีเค้าจะมาขอพรกันที่นี่ วิวจุดถ่ายรูปด้านบน ก็มีคนเอากุญแจมาคล้องกันเหมือนที่โซลทาวเวอร์ด้วย

ส่วนด้านบนจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟไว้รองรับนักท่องเที่ยวด้วย มีร้านบะหมี่เย็นที่มาถึงแล้วต้องลองสักครั้ง บอกเลยว่า เส้นเหนียวนุ่ม ซุปหวานหอมสุด ๆ เป็นอะไรที่เข้ากัน ถือว่าเป็นอีกเมนูที่รองท้องได้ด้วย

เดินทางไปต่อกันที่หมู่บ้านประวัติศาสตร์ Andong Hahoe Folk Village” หรือหมู่บ้านโบราณ ฮาฮเว เป็นหมู่บ้านที่ได้รับการอนุรักษ์อาคารสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตามแบบสมัยโชชอน และ หมู่บ้านนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปี 2010 อีกด้วย ภายในหมู่บ้านนี้มีบ้านรวมกันประมาณ 120 หลัง มีทั้งแบบ บ้านดินหลังคาฟาง เเละหลังคากระเบื้อง ซึ่งหลังคาบ่งบอกถึงสถานะว่าเป็นชนชั้นสูงก็หลังคากระเบื้อง ส่วนชนชั้นทั่วไปก็หลังคาฟาง และบางหลังมีอายุมากกว่า 600 ปีตั้งเเต่สมัยโชซอนเลยนะ แต่ที่นี่ยังรักษาไว้ในสภาพที่ดีมากๆ และประมาณ 70% เป็นคนในเชื้อสายเดียวกัน นามสกุลเดียวกัน

ด้านข้างซ้ายของหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ เป็นอะไรที่สุดยอดมาก ๆ พร้อมกับแนวต้นสนที่เป็นหนึ่งในสมบัติของวัฒนธรรม เดินเข้ามาในหมู่บ้านจะเจอกับต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่บ้าน ที่มีความเชื่อว่า มีเทวดาที่อยู่ในต้นไม้ ที่สามารถขอพรแล้วสมหวัง ใครที่ไปเที่ยวก็อย่าลืมเขียนคำขอพรด้วยล่ะ แล้วในทุกๆ เดือนกุมภาพันธ์ เขาก็จะมีพิธีการเผาโซจิ เพื่อให้คำขอพรนั้นเป็นจริง

Daegu Shooting Range

ลุยกันต่อกับกิจกรรมแอดเวนเจอร์ กับที่นี่เป็นหนึ่งในสนามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ “Daegu Shooting Range” ที่นี่มีหลากหลายกิจกรรมให้เลือกเล่น จะเล่นเป็นทีมกับเพื่อนๆ กับครอบครัว หรือจะออกแนวจริงจัง เขาก็มีเป็นสนามจริงให้ลองฝึก และมีระยะการยิงที่หลากหลาย อุปกรณ์ของที่นี่คือมีมูลค่าด้วยนะ ชุดนึงต่อคนประมาณ 2 แสนบาทเลยจ้า เรียกว่าจริงจังจริงจริ๊ง และ safety ด้วย

มาเกาหลีใต้ เราก็ต้องไม่พลาดเรื่องคอสเมติกของที่นี่ SKYLAKE” เป็น Cosmetic Workshop พร้อมด้วยเครื่องสำอางที่มาจากธรรมชาติ ใครที่มาที่นี่สามารถมาทำเครื่องสำอางได้ ครั้งนี้เราเลยลองทำมาร์กหน้า ที่เป็นสูตรของตัวเอง เรียกว่ามีเหมือนมีแบรนด์เครื่องสำอางค์เป็นของตัวเองเลยจ้า

เรื่องความสวยความงามไปแล้ว มาช้อปกันบ้างจ้า ที่เมืองแดกู เขาก็มีแหล่งช้อปปิ้ง Outlets นะจ๊ะ  Lotte Outlets Shopping Mall สาขา Esiapolis” ยิงปลา จุดนี้เป็นเมืองใหม่ของแดกู ออกมาจากใจเมืองเดิมสักหน่อย ที่นี่มีคอนเซ็ปต์แบบครอบครัว ที่เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้ ส่วนพ่อแม่ก็เดินช้อปปิ้งซื้อของกันไป ส่วนพื้นที่จะประกอบด้วยศูนย์การค้า, โรงละคร, สวนสนุกสำหรับเด็ก, สวนสวยสำหรับพักผ่อน และห้องพัก ต้องบอกว่ามาที่เดียวครบจบทุกอย่างเลย

อู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์

อู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์ ที่พักและคาเฟ่ชื่อดังในอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่ให้บริการในส่วนของคาเฟ่เป็นหลัก และให้บริการในส่วนของที่พัก 4 หลัง ราคาห้องพักหลักร้อย แต่ความสะดวกสบายที่ได้รับเกินร้อย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการตกแต่ง การจัดวางสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ทำได้ดีมาก มีร้านอาหารและคาเฟ่ ที่มีเมนูมากมายให้เลือกทั้งคาวหวาน และมุมถ่ายรูปสวยหลายจุดกําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

ร้านอาหารจัดที่นั่งแบบซุ้มกระท่อมที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำสีเขียวขนาดใหญ่ ที่นั่งมากมายแต่ช่วงเวลาเที่ยงถึงบ่ายคนเยอะมากค่ะ ต้องรับบัตรคิวเลยทีเดียว และที่สำคัญคนที่ชอบถ่ายรูปมีมุมถ่ายภาพหลายจุด ทั้งเรือที่ประดับด้วยดอกไม้ ประตูสวรรค์สีขาว รถเมล์ขนาดใหญ่ ซุ้มรังนก

ส่วนที่นั่งจะเลือกนั่งแบบเบาะโซฟาสีส้มนั่งเอนหลังแบบสบาย หรือจะเลือกนั่งห้อยขาแบบชิลๆ ก็ได้

อู่ข้าว อู่น้ำ ฟาร์มสเตย์

อู่ข้าว อู่น้ำ

เมนูอาหารเน้นไปทางอาหารอีสานที่มีให้เลือกเยอะมาก เมนูเด็ดของทุกโต๊ะต้องสั่ง คือ กุ้งเผาความเห็นส่วนตัวเพราะเราทานกุ้งเผามาเยอะ เลยรู้สึกว่าความหวานและความแน่นของเนื้อกุ้งน้อยไปนิด แต่กุ้งสดค่ะ ความประทับใจเมนูยกให้ เหลาแซลมมอน แซลมอนสด เนื้อนุ่มมากคลุกมากับน้ำยำที่รสชาติอร่อยกำลังดี ส่วนส้มตำถั่วหมูกรอบ และหมูสามชั้นทอด ยังถือว่าพอได้ค่ะ ส่วนเมนูเครื่องดื่มและของหวานของร้านรสชาติดีค่ะ ทั้งชาเขียวปั่นที่ชาหอมมาก รสกำลังดีไม่หวานเกินไป ส่วนของหวานที่นี่มีแค่โทส รสชาติดีเช่นกัน ท๊อปปิ้งมาแบบจัดเต็มมาก

มาถึงห้องพัก ซึ่งเราพักที่นี่ในคืนนี้ ห้องพักมีทั้งหมด 4 หลังราคา 990 บาท (รวมอาหารเช้าแบบจานเดียว) วันธรรมดา 850 บาท  บ้านพักตั้งอยู่ริมน้ำและทุ่งนาตกแต่งแบบทันสมัยสไตล์ลอฟท์ ด้วยผนังแบบปูนเปือยและอิฐสีส้ม มีกิมมิคเป็นหน้าต่างกระจกวงกลมทุกหลัง

ภายนอกบ้านมีที่นั่งพักผ่อนทั้งแปลตาข่าย และระเบียงนั่งขนาดเล็ก ช่วงเย็นนั่งเล่นตรงนี้ฟินมาก ส่วนช่วงกลางคืนที่นี่เงียบมาก เพราะฉะนั้นใครที่ชอบความสงบ ไม่ชอบเสียงดัง อยากมาพักผ่อน แนะนำเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมีคาเฟ่อยู่ภายในที่พักแต่เสียงไม่ดังมาถึงห้อง ห้องเก็บเสียงดีมาก อีกอย่างคาเฟ่เปิด 11 โมง- 5 โมงเย็นคาเฟ่ปิดส่วนหน้าที่พักมีทางเดินไม้ไผ่กลางทุ่ง มีการจัดมุมและมุมถ่ายภาพหลายจุด ได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้างทุ่งแต่ยังแฝงไปด้วยความชิคนิดๆ

ภายในห้องกว้างขวางและสะอาด เตียงนอนใหญ่นอนสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งแอร์ ทีวี ตู้เย็น มุมแต่งตัวมีโต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่ ตู้ขนาดเล็กสำหรับแขวนผ้า ไดร์เป่าผม ไฮโลจุดเสียบปลั๊กไฟมีทั่วทั้งสี่มุมห้อง แถมมีปลั๊กพ่วงให้ด้วย ถูกใจคนที่ต้องใช้ปลั๊กไฟชาร์ตอุปกรณ์เยอะๆมาก ส่วนห้องน้ำกว้างขวาง มีที่วางของได้ทั่วห้องน้ำ สำหรับใครที่พกผลิตภัณฑ์ประทินผิวเยอะน่าจะชอบมาก จะวางแชมพู ครีมทาผิว ครีมมาร์คหน้า ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้าตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องวางแค่หน้าอ่างล้างหน้า

Mont Saint Michel

Mont Saint Michel ฝรั่งเศส เป็นประเทศที่มีสิ่งก่อสร้างสุดมหัศจรรย์หลายแห่งที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน หนึ่งในนั้นก็คือ มหาวิหารมงแซ็งมีแชล Mont Saint Michel วิหารกลางน้ำ ที่สวยเลอค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับปราสาทในการ์ตูนอนิเมชั่นชื่อดังของ ดิสนีย์ (Disney) อย่าง Tangled (2010) อีกด้วยค่ะ ต้องบอกเลยว่างานนี้ทั้งแฟนคลับดิสนีย์และสายเที่ยวห้ามพลาดเด็ดขาดกําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล (Mont SaintMichel) ที่ เมืองมองช์ แคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ก็คงอดทึ่งกับทัศนียภาพอันงดงามราวกับเทพนิยายของที่นี่ไม่ได้ เพราะที่ตั้งของมหาวิหารแห่งนี้อยู่บนเกาะกลาง แม่น้ำ Couesnon ที่นอกจากมีหมู่บ้านเล็กๆ รายล้อมตัวมหาวิหารเอาไว้แล้ว รอบๆ เกาะกลับเป็นพื้นที่ว่างเปล่า

มีเพียงผืนน้ำและแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่เท่านั้น หากไปในช่วงกลางวัน แสงอาทิตย์จะส่องมหาวิหารให้โดดเด่น ตัดกับท้องฟ้าสีครามได้เป็นอย่างดี หากไปยามเย็นหรือพลบค่ำ ก็เห็นแสงของดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า เกิดเป็นแสงสีส้มไล่กับสีน้ำเงิน ยิ่งบวกกับแสงไฟของหมู่บ้านบนเกาะแล้วก็ยิ่งงดงามราวกับภาพวาดเลยทีเดียว

มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล

ประวัติ มหาวิหารมงแซ็งมีแชล 

เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของคริสต์ศาสนาที่มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปี ตามบันทึกในมหาวิหารได้กล่าวไว้ว่า แรกเริ่มเดิมทีที่นี่เป็นเพียงโบสถ์เล็กๆ สร้างขึ้นโดยบิชอปอูเบิร์ต (Aubert of Avranches) เพราะได้รับนิมิตจากอัครเทวดาเซนต์ไมเคิล (Saint Michael) อัครเทวดาสำคัญของศาสนาคริสต์ถึง 3 ครั้ง จนในที่สุดโบสถ์แห่งนี้ก็ได้สร้างขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 709  ก่อนจะมีการต่อเติมขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ไปจนถึงศตวรรษที่ 15 จึงทำให้ มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล แห่งนี้มีการผสมผสานศิลปะของแต่ละยุคสมัย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ (Romanesque) และ โกธิค (Gothic)

ในยุคสมัยที่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกี่ยวกับการเมืองในฝรั่งเศส มหาวิหารแห่งนี้ได้ถูกใช้ให้เป็นเรือนจำคุมขังนักโทษอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่หลังจากที่พ้นวิกฤตทางการเมืองไปแล้ว มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล ไฮโลก็ได้กลับมาทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมคริสต์ศาสนาอีกครั้ง

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ความงดงามอันทรงคุณค่าที่เก็บรักษามาเป็นเวลากว่า 1,000 ปี ทำให้ มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979 รวมถึงเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านและมหาวิหารบนเกาะกลางแม่น้ำ Couesnon กันได้ ในแต่ละปีก็จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึง 2.5 ล้านคนเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยสำหรับมหาวิหารสุดมหัศจรรย์แห่งนี้

โดยปกติ มหาวิหารมงแซ็ง-มีแชล รวมถึงหมู่บ้านบนเกาะจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันที่ 1 มกราคม (วันปีใหม่) วันที่ 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) และวันที่ 25 ธันวาคม (วันคริสตร์มาส) ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 18.00 น.

กําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

กําแพงเมืองเก่า นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ตามรูปแบบเดิมในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเองค่ะ ซึ่งกำแพงแห่งนี้ ได้รับการบูรณะเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2533 จะตั้งอยู่ในลักษณะขนานไปกับคูเมือง ตั้งแต่ป้อมประตูชัยเหนือไปจนถึงทางตะวันออกยาวประมาณ 100 เมตร

และในปี พ.ศ. 2548 ก็ได้มีการบูรณะเพิ่มเติมอีก โดยทำให้เป็นแนวขนานกับคูเมืองทางทิศตะวันตกยาวประมาณ 150 เมตร ซึ่ง กำแพงเมืองเก่า ของนครศรีธรรมราชนี้ เป็นการสะท้อนถึงความเป็นเมืองโบราณ และมีความสำคัญมาตั้งแต่เมื่อครั้งในอดีตNude Beach ไมอามี

ชาโต (Chateau)

เริ่มแรกของการสร้าง กําแพงเมืองเก่า นั้น มีหลักฐานมาจากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เมื่อตั้งเมืองขึ้นที่หาดทรายแก้ว แล้วก็เลยมีการสร้างกำแพงเมือง เป็นกำแพงดิน มีคูล้อมรอบ ว่ากันว่าน่าจะมีการบูรณะกำแพงและเมืองส่วนต่างๆ กันมาหลายครั้ง ซึ่งในทุกๆ ครั้งก็ยังคง พยายามรักษาแนวกำแพงเดิมเอาไว้ให้คงอยู่

โดยกำแพงรูปแบบที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ ก็มาจากในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยนายช่างวิศวกรและสถาปนิกของฝรั่งเศส ที่เข้ามาเมืองไทย และสร้างกำแพงเมืองตามแบบของ ชาโต (Chateau) ไฮโลนั่นเองค่ะ มีส่วนของใบเสมาและแนวที่ยังคงสังเกตเห็นได้อยู่บ้าง ถือได้ว่ากำแพงนี้ เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ความเจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนานของ เมืองนครศรีธรรมราช แห่งนี้เลยค่ะ

อีกหนึ่งจุดสวยๆ ของ นครศรีธรรมราช ที่ควรค่าแก่การแวะมาเช็คอินถ่ายรูปมากๆ เลยค่ะ ได้ฟีลสวยๆ แบบเก่าแก่สุดๆ ใครมีแพลนจะมาเที่ยวนครฯ อยู่แล้วก็อย่าลืมมาถ่ายภาพสวยๆ ของ กําแพงเมืองเก่า นี้ กลับไปกัน