กลยุทธ์ SEO คืออะไร

กลยุทธ์ SEO คือ การวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในกระบวนการการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นสู่หน้าแรกของ Search Engine อย่าง Google ซึ่งแน่นอนว่ากว่าเว็บไซต์จะขึ้นมาแสดงผลในลำดับแรกๆ ได้นั้นต้องอาศัยกระบวนการ การทำงานมากมายตั้งแต่การทำแผนการตลาด SEO ศึกษาค้นคว้าคำค้นหาต่างๆ (Keyword Research) กับทั้งคู่แข่งและมองหาคีย์เวิร์ดใหม่ๆ ในการทำ SEO บนเว็บไซต์ตัวเองเพื่อให้ใต่อันดับขึ้นไปติดหน้าแรก Google

โดยกลยุทธ์การทำ SEO ที่ว่าคือการมองภาพรวมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงเป้าหมายปลายทางและหลังจากเมื่อถึงเป้าหมาย (ติดหน้าแรก – อันดับที่ 1 บน Google) แล้ววิธีการหรือเทคนิคที่เราจะใช้ในการประคองให้ตำแหน่งของเรายังอยู่ที่ 1 ไปเรื่อยๆ จะต้องทำอย่างไร

นอกเหนือจากนี้กลยุทธ์การทำ SEO คือวิธีการที่สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งนั่นจะต้องผ่านการวางแผนและเตรียมเทคนิคสำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็นการคอยติดตามอัปเดตจากทาง Google อยู่เสมอว่ามีการปรับ Algorithm อะไรอีกหรือเปล่า มีเทคนิคใหม่ๆ อะไรบ้างไหม คู่แข่งเราเขาทำอย่างไร ฯลฯ ภาพรวมพวกนี้จะช่วยประเมินให้คุณทราบได้ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ต่อไปอย่างไรOff-Page SEO คืออะไร

เริ่มการวางแผนกลยุทธ์ SEO

เริ่มการวางแผนกลยุทธ์ SEO

เมื่อคุณวางแผนกลยุทธ์การทำ SEO เป็นที่เรียบร้อยสามารถเริ่มขั้นตอนการทำ SEO

เริ่มต้นด้วยการทำ SEO Audit

ตรวจสอบหน้าเว็บไซต์ปัจจุบันว่ามีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO หรือไม่ โดยจะต้องดูตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์ การวาง Sitemap ไปจนถึงโครงสร้างคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อดูภาพรวมและวางแนวทาง

แบ่งหน้าที่รับผิดชอบงาน

กำหนดหน้าที่ให้กับทีมแต่ละคนอย่างชัดเจนหรือมองหาเอเจนซี่รับทำ SEO เพื่อให้เข้ามาช่วยดูแลในงานส่วนนี้ ข้อนี้สำคัญอย่างมากเพราะการทำ SEO เป็นกระบวนการทำที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยราว 3-6 เดือนถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม (เว็บไซต์ปรับอันดับขึ้นหน้าแรก) นั่นจึงทำให้หลายๆ บริษัทที่ไม่ได้มีทีมงานดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะมักจะเจอปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำ SEO เนื่องจาก พนักงานแต่ละคนก็มีหน้าที่อื่นๆ ต้องรับผิดชอบด้วย ทำให้ไม่มีเวลามาดูรายละเอียดและคอยเพิ่มประสิทธิภาพสักเท่าไร นี่จึงทำให้เอเจนซี่รับทำ SEO กลายเป็นทางเลือกที่ดีและอยากให้เก็บไว้พิจารณา

ทำ Keyword Research

เพื่อค้นหาคำที่คุณต้องการทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณแสดงบนหน้าแรกเวลาที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตค้นหาคำนั้นๆ ทำได้โดยการใช้เครื่องมือต่างๆ อาทิ SEMRush, KWFinder, Keyword Tool ซึ่งอาจเริ่มโดยการค้นหาเทรนด์ด้วย Google Trends เพื่อดูว่า ณ ช่วงเวลานั้นมีคำค้นหาไหนที่ได้รับความนิยมบ้าง

เริ่มดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์การทำ SEO

เมื่อเตรียมกลยุทธ์การทำ SEO ต่างๆ พร้อมแล้วก็เริ่มทำงานเป็นลำดับขั้นตามที่วางไว้ได้เลยตั้งแต่ เข้าไปปรับปรุงเว็บไซต์ผ่านระบบหลังบ้าน ทำคอนเทนต์ทั้ง On Site (คอนเทนต์บนหน้าเว็บ) Off Site ส่งคอนเทนต์ออกไปข้างนอกเพื่อให้ได้ลิงก์กลับมา (Backlink) โดยใจความสำคัญของการทำ SEO คือทุกๆ อย่างต้องเป็นธรรมชาติไม่ทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป (มากเกินไป อาจถูกมองว่าเป็น Spam ได้) และหากเป็นเนื้อหาก็จะต้องเป็นคอนเทนต์คุณภาพ ไม่ไปลอกใครมา

กลับมาตรวจสอบอยู่เสมอ

คอยตรวจสอบประสิทธิภาพการทำ SEO ของตัวเองอยู่เสมอ หากเห็นว่าลำดับตกลงหรือเริ่มมีอะไรผิดปกติก็ควรเข้าไปแก้ไขโดยด่วนเพราะต่อให้มีกลยุทธ์การทำ SEO ที่ดีแค่ไหน แต่ขาดการใส่ใจอย่างสม่ำเสมอก็สามารถทำให้คู่แข่งเอาชนะคุณได้

 

ความสำคัญของการทำ SEO

ความสำคัญหรือประโยชน์ของ SEO หากมองผิวเผินก็คงเป็นแค่การทำให้เว็บไซต์ขึ้นติดหน้าแรก Google เท่านั้น แต่สิ่งต่างๆ ที่คุณจะได้หลังจากที่เว็บไซต์ติดหน้าแรกโดยเฉพาะอย่างยิ่งติดอันดับ 1 ในการค้นหาผ่าน Google

ลูกค้าจะพบเจอคุณก่อนใครๆ และมีโอกาสจะเข้ามาเป็นลูกค้าได้ในอนาคต
ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ เพราะการจะมาติดอันดับบนหน้าแรก Google นั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้
ลดต้นทุนสำหรับงบประมาณด้านการตลาดอื่นๆ ได้ ถ้าติดหน้าแรกแล้วการทำโฆษณาก็อาจจะลดปริมาณลงได้
เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
มีโอกาสเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ ผู้บริโภค ลูกค้า ฯลฯ ได้มากกว่าคู่แข่ง (ข้อมูล นำไปต่อยอดทำการตลาดอื่นๆ ได้มากมาย)

คงไม่ผิดหากจะพูดว่า SEO คือหัวใจหลักในการทำ SEO ของคุณจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าคุณจะทำด้วยตัวเอง มีทีมงานภายในช่วยทำให้หรือจะจ้างเอเจนซี่รับทำ SEO รายเดือน เพียงแค่คุณมีกลยุทธ์การทำ SEO ที่ดี ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกที่คุณสามารถพิจารณาเองได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและอัปเดตข้อมูลจากแพลตฟอร์มให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่า “เราไม่ใช่คนเดียว” ที่ต้องการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ 1 บนหน้าแรก Google

กลยุทธ์ SEO คืออะไร

หากคุณจะยังไม่รู้ว่า ​SEO คืออะไร อย่างน้อยก็ต้องเคยใช้งาน Google เพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูล หาความรู้ หาสินค้า หาบริการ โดยหน้าที่ของ Google ก็คือการแสดงผลการค้นหา และเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword หรือคำที่เราใช้ค้นหานั่นเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังหาร้านรับตัดผ้าม่านสำหรับคอนโดอยู่ คุณก็สามารถเข้าไป Google และพิมพ์ว่า “รับตัดผ้าม่าน คอนโด” Google ก็จะเอาเว็บไซต์ต่างๆ ที่รับตัดผ้าม่านมาขึ้นแสดงให้คุณได้เลือก และคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

คำถามคือ Google ใช้อะไรมาเป็นตัววัดว่าเว็บไซต์ไหนได้ขึ้นหน้าแรก? เว็บไซต์ได้ขึ้นตำแหน่งบน? ทำไมเว็บไซต์อีกมากมายไม่ได้ขึ้น? ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้ก็จะเกี่ยวข้องกับ SEO ที่เรากำลังจะทำความรู้จักในบทความนี้

SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร SEO Marketing คือ SEO ทําอย่างไร
SEO คือ ผลการค้นหาบน Google ที่แสดงในกรอบสีแดง
ในการแสดงผลของ Google บนหน้าค้นหา (SERP) SEO จะมีการแสดงผลอยู่หลายหน้า เริ่มตั้งแต่หน้า 1, 2, 3, 4, … ไปเรื่อยๆ โดยหน้า 1 ก็จะมีการแสดงผล อันดับ 1-10 หน้า 2 แสดงผลอันดับ 11-20 ซึ่งเป้าหมายที่ทุกคนต้องการก็คือการขึ้นแสดงผลบนหน้าแรก หรือ Top 10 (หน้าแรก) หรือสูงกว่านั้น เช่น Top 5 และ Top 3

ยิ่งเว็บไซต์แสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น อัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ (CTR) ก็จะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน

คลิกที่ได้จาก SEO เรียกว่าเป็น Organic Traffic เนื่องจากเราไม่ต้องเสียค่าคลิกให้ Google เลยสักนิด ในขณะที่ Google Ads (SEM) หรือ โฆษณา Google จะเป็นการติดหน้า Google แบบลงโฆษณา เสียเงินให้ Google ตามจำนวนคลิก

การทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO คืออะไร

จะเปิดเว็บไซต์ทำธุรกิจออนไลน์ไม่รู้ว่า SEO คืออะไร ไม่ได้! การทำ SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งบนเว็บไซต์ (On-page) และนอกเว็บไซต์ (Off-page) โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ Google ถูกใจเว็บไซต์ (เป็นไปตามมาตรฐานของ Google มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่สุด) และนำมาแสดงบนหน้าแรก ซึ่งหากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่พอมีความรู้พื้นฐาน ก็สามารถปรับแต่งเบื้องต้นด้วยตัวเองได้เหมือนกัน

โดยเบื้องต้นของ การทำ SEO ก็จะเป็นการปรับบนเว็บไซต์ (On-page Optimization) ในด้าน Meta Title, Meta Description, Keyword Density, Image Optimization, Website Structure, Site Map และ Page Speed เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก และเป็นขั้นตอนที่ควรใสใจที่สุด นอกจากนี้ก็จะเป็นการทำ Off-page Optimization เช่น สร้าง Backlink จากการทำ Outreach เพื่อให้ได้ Backlink ที่มีคุณภาพ ซึ่งก็สำคัญมากเหมือนกัน โดยหากทำลิงก์มั่วจะมีโอกาสโดน Google แบนได้นะครับ

เหตุผลที่ทุกคนต้องการทำ SEO ให้ติด Google หน้าแรก ยิ่งตำแหน่งบนเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะว่า CTR หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์จะสูงขึ้น เช่น เว็บไซต์ที่ติดอันดับ 1-3 ก็มีโอกาสดึง Traffic เข้าเว็บไซต์ได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับ 8-10

หน้าแรกคือเป้าหมายของการทำ SEO เพราะอัตราการคลิก (CTR) จะสูงขึ้น Google จะมี Algorithm เหมือนเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเว็บไซต์มาขึ้นแสดงผล ประมาณว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ของ Google มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ค้นหามากที่สุด ก็จะกลายเป็นลูกรักของ Google และมีโอกาสที่จะได้รับการแสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ของ Google เพื่อให้ Google นำไปจัด Ranking ใน Keyword นั้นๆ ที่เราต้องการโฟกัส

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา
หากคุณมีเว็บไซต์และลองสังเกตดูจะเห็นว่าบางทีก็ขึ้นอันดับ 12 อีกวัน ขึ้นมา 10 อีกวัน ตกไป 14 จากนั้นก็ขึ้นมา 9 (หน้าแรก) แล้วก็ตกกลับไปอันดับ 11 ซึ่งคนที่เริ่มทำ SEO ใหม่ๆ ก็อาจจะหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา

เหตุผลที่อันดับแกว่งไปมาส่วนใหญ่มาจากที่เว็บของคุณยังทำ SEO ได้ไม่แข็งแรง และปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรง และไม่เป็นระบบ อาจทำให้ Google งง เช่น มี Duplicate Pages หรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ
  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามา Crawl ในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกัน หากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับ SEO หรือการ Crawl ของ Google Bot ก็อาจทำให้ Ranking ตกลงได้ เช่น ปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรง ในขณะที่คู่แข่งขยันทำ SEO กันอย่างต่อเนื่อง เพราะหาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้นๆ มาแสดงเหนือกว่าได้
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น Social Signal, Link Profile และ User Experience
    เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย เป็นภัยต่อผู้ใช้ เช่น ระบบ SSL ไม่ทำงาน หรือเว็บไซต์โดนแฮก เป็นต้น
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน (Google จะเริ่มหันมามองหากเว็บไซต์มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป)
    ยิ่งหากเว็บไซต์ที่อยู่ตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดการแกว่งได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกับเว็บที่ SEO ยังไม่แข็งแรง โดยหากเปรียบเทียบเว็บไซต์ A ที่อยู่อันดับ 5 กับ เว็บไซต์ B ที่อยู่อันดับ 25 แน่นอนว่าเว็บ B มีโอกาสแกว่งสูง เช่น เมื่อวาน 25 วันนี้ 30 ในขณะที่เว็บ A เมื่อวานอาจจะอยู่อันดับ 5 วันนี้อาจจะเป็นอันดับ 6

Google ทำงานอย่างไรในการเอาหน้าเว็บไปแสดง
แม้การทำงานของ Google จะซับซ้อนมากพอสมควร และเราสามารถสรุปง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ในการที่เว็บไซต์ของเราถูกตรวจสอบโดย Google และนำไปแสดงผล

Google Bot ทำการ Crawl เข้าไปบนแต่ละหน้าของเว็บไซต์
ทำการ Index หน้าที่ผ่านการ Optimize แล้วเข้าไปในลิสต์
เมื่อมีคนค้นหาบน Google ระบบก็จะเลือกเว็บไซต์ในลิสต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุดในทุกๆ ด้านมาขึ้นแสดง
ดังนั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการทำ SEO หรือทำ SEO ยังไม่เต็มที่ ก็มีโอกาสที่ Google Bot จะพบว่าไม่ผ่านการ Optimized จึงไม่ถูกนำเข้าในลิสต์ ส่งผลให้ไม่ถูกนำไปแสดง

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เว็บไซต์ถูก Index ในขั้นตอนที่ 2 แล้ว แต่ Google ก็ยังมองว่าเว็บไซต์คุณยังไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลายๆ เว็บ ก็อาจทำให้ไม่ถูกนำไปแสดงผลเช่นกัน หรืออาจจะแสดง แต่แสดงในตำแหน่งที่ต่ำ

เปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของ SEO กับ SEM (Google Ads)
หลายคนยังสงสัยว่า SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร เรามาลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และการทำงานของ SEO และ SEM

ถึงแม้ Google Ads กับ SEO จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหา Google แต่ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งวิธีการทำ การแสดงผล กลยุทธ์ และค่าใช้จ่าย

SEO Marketing คือ อีกหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ เพราะเป็นอีกหนึ่งในวิธีในการช่วยให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่ม Organic Traffic ที่กำลังมองหาสินค้า หรือบริการเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายบนช่องทางออนไลน์

SEM คือ Search Engine Marketing หมายถึงการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google โดยจริงๆ แล้วจะรวมทั้ง การทำ SEO และการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads แต่หลายคนมักจะใช้คำว่า SEM แทนการทำโฆษณาแบบ Google Ads ดังนั้นหากได้ยินคนพูดถึง “SEM” หรือในบทความนี้ที่เราพูดถึง​ SEM ก็หมายถึงการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads หรือเรียกว่า PPC (Pay Per Click) ซึ่งการทำงานของระบบโฆษณาจะเป็นลักษณะประมูลค่าคลิก หรือ Bidding​ โดยเราสามารถกำหนด Max. CPC (Maximum Cost per Click) ได้ว่าเรายินดีจะจ่ายให้ Google กี่บาทต่อ 1 คลิก

SEO ไม่ได้ถือเป็นการลงโฆษณา เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาให้ Google ในขณะที่ SEM หรือการลงโฆษณา Google Ads คือการลงโฆษณาแบบที่ต้องเสียค่าคลิก ให้ Google โดยจะช่วยเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ในรูปแบบ Paid Traffic การทำ SEM หรือ Google Ads จึงเป็นรูปแบบ Pay to Play หรือ “จ่ายเงินเพื่อลงไปเล่นในสนาม” ยิ่งจ่ายมากก็ยิ่งแสดงมา ยิงมี Traffic เข้ามามาก แต่หากจะทำ SEM ก็ต้องระวังให้ดี เพราะหลายคนที่ทำโฆษณา Google เอง แล้วเซ็ตผิด เงินค่าโฆษณาอาจไหลโดยไม่รู้ตัว

ท้ายบทความเราจะแชร์กันคร่าวๆ ว่ากลยุทธ์ SEO ทําอย่างไร แต่ก่อนไปถึงตรงนั้น เรามาดูรายละเอียดกันว่า SEO และ SEM ต่างกันตรงไหนบ้างจาก Infographic นี้ (สามารถนำภาพไปแชร์ต่อได้เลย แต่ฝากให้เครดิตใส่ลิงก์มาที่ pacymedia.com ด้วยนะครับ)

รับทำ SEO กลยุทธ์ SEM และ กลยุทธ์ SEO ต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย SEM และ SEO เพื่อวางกลยุทธ์ในแต่ละช่องทาง

SEO

  • วางกลยุทธ์ในระยะยาว
  • ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)
  • ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)
  • หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น
  • เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ
  • ใช้ทีมงานหลายฝ่าย เช่น SEO Specialist, Programmer, Off-page Specialist, Content Writer, Graphic Designer
  • ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
  • เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

SEM (Google Ads)

  • วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว
  • เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)
  • โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
  • หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที
  • เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด
  • เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบ
  • ไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว
  • ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking
  • หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา
  • หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง
  • ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด