วิธีทำ Content Marking ให้น่าสนใจ

วิธีทำ Content Marketing ให้น่าสนใจ

Content Marketing คือ การผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ สามารถทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา เกิดความสนใจ อยากรู้ อยากใช้ อยากครอบครองสินค้าหรือบริการของเรา ส่งไปถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย พร้อมกับรูปแบบของเนื้อหาที่เข้าใจง่าย รูปภาพ คลิปวีดีโอ  และเวลาที่เหมาะสม

โดยขั้นตอนนั้น จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแบรนด์ ว่าต้องการทำ Content Markting ไปในทิศทางใด แต่แก่นสำคัญนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มีขั้นตอนหลักๆดังนี้

  • กำหนดเป้าหมายของ Content
  • กำหนดกลยุทธ์ของเนื้อหาหลัก
  • ผลิตเนื้อหา
  • ช่องทางกระจายเนื้อหา
  • การโฆษณา
  • ความสม่ำเสมอ
  • วัดผล ปรับปรุงให้ดีขึ้น

 

กำหนดเป้าหมายของเนื้อหา

ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณหลงทิศ สับสน ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ทำไปเพื่ออะไร หรือถึงเวลาวัดผล สามารถย้อนกลับมาดูวัตถุประสงค์ได้ว่า สิ่งที่เราต้องการหลังจากทำ Content Marketing นั้นคืออะไร ซึ่งหลักก็จะมีวัตถุประสงค์ดังนี้

– สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก หรือทำให้จงรักภักดีต่อแบรนด์
– เปิดตัวสินค้าใหม่ ต้องการรุกตลาดด้วยความรวดเร็ว
– ต้องการสร้างฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
– ปูทาง เพื่อกระตุ้นยอดขายในอนาคต

ซึ่งก่อนจะกำหนดเป้าหมายได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้วว่า กลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการสื่อสารนั้นเป็นใคร เขาชอบไม่ชอบอะไร เขามีปัญหาอะไรบ้าง ถ้าพวกเขาต้องการคำตอบ พวกเขาจะไปที่ไหน ตรงนี้สำคัญมากๆครับ

 

กำหนดกลยุทธ์ของเนื้อหาหลัก

เนื้อหาต่างๆที่จะสร้างขึ้นมา ต้องมีธีม หรือกลยุทธ์หลักขับเคลื่อน ว่าจะสร้างเนื้อหาไปในทิศทางใด โดยทำให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ด้วย เช่น– มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ
เล่าเรื่องราว กระตุ้นอารมณ์ ที่มาที่ไปของแบรนด์ หรือเล่าถึงเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ ผู้บริหาร หรือกว่าจะมาเป็นแบรนด์นี้ได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง หากต้องการเปิดตัวสินค้าใหม่ จุดเด่นของสินค้าอยู่ตรงไหน ส่วนผสมที่สำคัญ หายาก สกัดจากอะไรบ้าง ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากการใช้สินค้านั้น นำมาเล่าเป็นเรื่องราวได้เช่นกัน ผมเคยดูโฆษณาของน้ำแร่หลายแบรนด์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ แบรนด์เล่าเรื่องที่มาที่ไปของน้ำแร่น้อยมาก แต่จะเน้นสร้างเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ สะท้อนภาพลักษณ์ สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ หากดื่มน้ำแร่แทน เป็นต้น– มุ่งเน้นให้ความรู้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมาย
วิธีนี้ สามารถหยิบยกปัญหาเด่นๆ ที่กลุ่มลูกค้าคุณประสบอยู่ มาเล่า มานำเสนอ พร้อมหาวิธีแก้ปัญหาให้พวกเขา จะทำให้แบรนด์คุณดูมีคุณค่า จนเกิดการติดตามและแชร์ข้อมูลนั้นไปเป็นวงกว้าง– มุ่งการสร้างความบันเทิง หรือทำให้สะเทือนอารมณ์
เนื้อหาประเภทนี้ โดยสถิติแล้ว จะได้รับการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายได้สูงสุด เพราะเข้าถึงความรู้สึกของมนุษย์ได้ดีที่สุด แต่เนื้อหาประเภทนี้ ต้องอาศัยประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเวลาพอสมควร เช่น การสร้างไวรัลคลิป (Viral Video) หลายๆแบรนด์ในบ้านเราก็นิยมสร้างเนื้อหาประเภทนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ผลิตเนื้อหา

เมื่อทราบทิศทาง กลยุทธ์ของการทำ Content Marketing แล้ว การสร้างเนื้อหาก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีก โดยหลักการของการสผลิตเนื้อหานั้น ควรมี Action Plan, Timing เช่นกัน– จำนวนเนื้อหาที่ต้องการ ต่อ/เดือน
-ประเภทเนื้อหาที่ต้องการ รูปภาพ บทความ คลิปวีดีโอ หรือหนังสั้น ไวรัลต่างๆ
-ผู้รับผิดชอบ ผู้ที่เกี่ยวข้อง

ช่องทางกระจายเนื้อหา

-เลือกสื่อ
สื่อออนไลน์ Social Media แต่ละตัว มีธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ฉะนั้นการเลือกเนื้อหาให้ตรงกับสื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่าง สินค้าประเภทแฟชั่น หากต้องการกระตุ้นสินค้าใหม่ ควรเน้นที่รูปภาพ และสื่อที่น่าจะตอบโจทย์เนื้อหาประเภทนี้ที่สุด น่าจะเป็น Instagam-เลือกผู้ทรงอิทธิพล
ในทุกธุรกิจ ล้วนแล้วแต่มีผู้ทรงอิทธิพลด้านออนไลน์อยู่เป็นจำนวนมาก (Influencer) หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า Net idol, GURU, Blogger เป็นอีกช่องทางสำคัญในการช่วยกระจายเนื้อหา ให้แพร่ออกไปเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว และตรงกลุ่มเป้าหมาย-เลือกช่วงเวลา
เนื้อหาดี สื่อดี แต่เลือกช่วงเวลาไม่ดี จากรุ่ง อาจจะเปลี่ยนเป็นร่วงได้ ทุกกระแสบนโลกออนไลน์ มาเร็วไปเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เมื่อไหร่ที่มีกระแส หรือไวรัลอะไรบางอย่างที่ดังกว่า มีคนพูดถึงมากกว่า กระแสเก่าก็จะถูกลืมไปในที่สุด

การโฆษณา

หลายคนตั้งแง่กับนักการตลาดออนไลน์ว่า “ถ้าเนื้อหาดีจริง ทำไมต้องทำโฆษณาด้วย” ปล่อยให้ถูกบอกต่อ แชร์ต่อสิแบบธรรมชาติสิ ถ้าคุณคิดแบบนั้น คุณกำลังคิดผิดครับ ถ้าเนื้อหาดีอยู่แล้ว การโฆษณาช่วย ยิ่งจะทำให้กระจายไปได้รวดเร็วขึ้น  สร้าง Engagement นานขึ้นไปอีก

 

ความสม่ำเสมอ

ถือเป็นหัวใจหลักของการทำ Content Marketing ในยุค 4G ครองเมืองนี้โดยเฉพาะ ในทุกๆวันมีข้อมูลมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือมือถือของเรา ซึ่งเราไม่สามารถเห็นมันได้ครบอย่างแน่นอน และถึงแม้เราจะเห็น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เนื้อหานั้น เรื่องนั้นๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเรา เราก็พร้อมจะเลื่อนผ่านมันไปโดยไม่สนใจใยดีมันแม้แต่น้อย การโพสเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้กลุ่มเป้าหมายจดจำเราได้ และที่สำคัญ ง่ายต่อการวัดผลของเนื้อหาด้วย

วัดผล ปรับปรุงให้ดีขึ้น

วัดผลเชิงปริมาณ
ข้อดีของ Online Content คือสามารถเก็บสถิติเป็นตัวเลขได้ทุกรูปแบบ เปรียบเทียบได้ง่าย-วัดผลเชิงคุณภาพ
การวัดผลประเภทนี้ต้องอาศัยข้อมูลตัวเลข สถิติเชิงปริมาณมาก่อน แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ หาข้อสรุป ว่าผลที่ได้นั้น เป็นไปตามเป้าประสงค์หรือไม่ อย่างไรโดยข้อมูลทั้งสอง จะเป็นตัวชี้วัดว่า ผลงานของการทำ Content Marketingอยู่ตรงจุดไหน และที่สำคัญ พลาดตรงจุดไหน จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ยังไง เพื่อให้เนื้อหาดีขึ้น ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น จนบรรลุตามวัตถุประสงค์

 

รับทำ SEO

ข้อดีของการตลาดออนไลน์ พร้อมเหตุผลที่ควรทำการตลาดออนไลน์

ข้อดีของการตลาดออนไลน์ พร้อมเหตุผลที่ควรทำการตลาดออนไลน์

ข้อดีของการตลาดออนไลน์ องค์กรธุรกิจคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของโลกดิจิทัล ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น

ดังนั้นองค์กรธุรกิจเองก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ด้วยการปรับตัวมาทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามี 9 ข้อดีของการทำการตลาดออนไลน์ มาฝากกันเพื่อให้ทุกท่านมั่นใจว่าน่าทำเพียงใด

  1. สร้างตัวตนในแบรนด์สินค้าและบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยการเลือกนำเสนอความเป็นตัวตนของแบรนด์ผ่านการใช้คอนเทนท์การตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทันที

  2. ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้มากขึ้นโดยการให้ นั่นก็คือ ให้สาระความรู้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมถึงสิ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

  3. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง  การทำตลาดออนไลน์นั้นสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา Google โดยเลือก Google Ads หรือ Google Display Network เราสามารถเลือกได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย และคุ้มค่า

  4. สามารถดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้เกิดความสนใจ เพราะการทำตลาดออนไลน์ไม่ได้จำกัดพื้นที่ในการสื่อสาร สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ทั่วทุกมุมโลก

  5. สร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการโต้ตอบและแนะนำสินค้าพร้อมทั้งสามารถจัดส่งแคมเปญส่งเสริมการขายให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

  6. เป็นตัวกลางในกระจายข่าวสารและโปรโมชั่นของสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวงกว้าง

  7. สามารถวัดผลได้ง่าย หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นยอด Reach, View, Impressions, Click และรวมไปถึง ROI ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์วัดผลทางการตลาดได้

  8. ต้นทุนต่ำ เนื่องจากการนำเสนอสินค้าและบริการนั้นสามารถนำเสนอได้ทั้งรูปแบบวีดีโอ และภาพนิ่ง ซึ่งเราสามารถเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นครั้ง ก็สามารถใช้ได้ตลอด

  9. การตอบกลับข้อความสะดวก รวดเร็ว  เพราะการตอบกลับคือการแสดงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า จึงทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสในการเพิ่มยอดขายด้วยแล้วละก็ รีบคว้าโอกาสเป็นผู้นำการตลาดออนไลน์ก่อนใครนะคะ สามารถเริ่มทำได้เองไม่ยาก

5 เหตุผลที่ควรทำการตลาดออนไลน์

ปัจจุบันออนไลน์เข้ามามีส่วนสำคัญในการทำการตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งนักการตลาดก็ตระหนักถึงความสำคัญและทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่หลายครั้งก็ยังมีคำถามเกิดขึ้นมากมายเมื่อต้องสื่อสารและนำเสนอเพื่อของบจากคนอื่นที่ยังไม่คุ้นเคยกับการตลาดรูปแบบนี้

วันนี้เราจึงมีเหตุผล 5 ข้อนำมาอธิบายกันในรูปแบบง่ายๆ  ว่าทำไมการตลาดออนไลน์ถึงเป็นอนาคตของการทำตลาดอย่างแท้จริงโดยเราจะไปพูดคุยกับหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีในวงการนี้ จะมาเล่าถึง 5 เหตุผลว่ามีอะไรกันบ้าง

  1. สามารถวัดผลได้ –  เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ ลองนึกดูว่าสื่อรูปแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็น ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ การจะวัดผลนั้นมันไม่ได้ง่ายเลย แต่กับโลกออนไลน์ เรามีวิธีการวัดผลในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้ง Impression, Click รวมถึง ROI
  2. ข้อมูลออนไลน์ที่มีอยู่นั้น มีประโยชน์อย่างมากกับนักการตลาด – ลองนึกดูว่าการทำการตลาดในรูปแบบออฟไลน์นั้น จะเข้าใจและผู้พฤติกรรมผู้บริโภคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การทำ Survey หรือแบบสอบถามก็ใช่ว่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไป แต่สำหรับโลกออนไลน์ เราสามารถรู้ประวัติการใช้งานของผู้ใช้บนโลกออนไลน์ว่าซื้ออะไร เป็นคนลักษณะใด ชื่นชอบสิ่งใดได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดโดยตรง
  3. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง – การตลาดออนไลน์สามารถใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ไม่ได้เป็นการหว่านเงินโฆษณาลงไปแบบเปล่าประโยชน์ ยกตัวอย่าง Demand Side Platforms (DSP) แต่ประโยชน์หลักๆ ของมันก็คือ เราสามารถที่จะลงโฆษณาแบบแบนเนอร์ให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายของเราได้โดยตรง และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ด้วยเทคโนโลยีการ Bidding นี่เอง (สำหรับใครที่สนใจเรื่อง DSP โดยเฉพาะ สามารถติดตามอ่านรายละเอียด ได้เร็วๆ นี้)
  4. เพิ่มยอดขาย – สำหรับธุรกิจที่มีเป้าหมายคือต้องการให้คนซื้อสินค้าได้นั้น อาทิเช่น ธุรกิจประเภทจองโรงแรม ท่องเที่ยวต่างๆ การทำตลาดหรือโฆษณาออนไลน์สามารถเข้าไปมีส่วนเพิ่มโอกาสให้เกิดการซื้อได้ในช่วงของ Purchase Funnel จริงๆ ได้เลย
  5. สื่อออนไลน์คือสื่อที่สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน –  อาทิเช่น แบนเนอร์ที่สามารถโต้ตอบสื่อสารกันได้กับผู้ใช้, วีดีโอคลิปบน Youtube ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะมีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหนในการสร้างคอนเทนต์ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้

 

การตลาดออนไลน์

กลยุทธ์การทำ SEO

กลยุทธ์การทำ SEO ในทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน 

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์การทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

 

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

 

รับทำ SEO

ต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดี เลือกที่เดิม หรือ เริ่มที่ใหม่

ต่อประกันรถยนต์ เลือกที่เดิม หรือ เริ่มที่ใหม่ ประกันรถหมดอายุ อยากจะต่อประกัน แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอยู่ที่เก่าหรือเริ่มเจ้าใหม่ไปเลย

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ต้องมี คือประกันภัยรถยนต์ที่เชื่อว่าทุกคนรู้ถึงความสำคัญและประโยชน์ของมันเป็นแน่ โดยการซื้อประกันรถยนต์จะเป็นการซื้อความคุ้มครองแบบปีต่อปี เมื่อถึงรอบกำหนดครบสัญญา ก็ถึงเวลาที่เจ้าของรถจะต้องกลับมานั่งทบทวนว่า จะ ต่อประกันภัยรถยนต์ที่ไหนดี เอาแบบที่เก่าหรือว่าจะไปเลือกเจ้าใหม่ แบบไหนจะคุ้มมากกว่ากัน ?

คุณต้องเป็นคนตัดสินใจเอง

สำหรับบางคนที่ซื้อรถยนต์ใหม่ ทางผู้ขายมักจะผูกโปรกับบริษัทประกันเพื่อเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจให้แก่ผู้ซื้อรถ ในครั้งแรกของการทำประกันเจ้าของรถจึงมักไม่ค่อยได้ศึกษาเงื่อนไขประกันหรือมีเวลาไปเปรียบเทียบกับเจ้าอื่น เมื่อถึงเวลาครบปีก็คิดว่าไม่อยากเสียเวลายุ่งยากไปดูที่ไหนอีก หรือทางโบรกเกอร์เองโทรมาและรวบรัดตัดความให้คุณต่อสัญญากับทางเดิมโดยที่คุณอาจจะยังไม่ได้ทันมีเวลาได้ดูและเปรียบเทียบใด ๆ เลย

ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่คุณที่ต้องแจ้งขอเวลาทบทวนและเป็นฝ่ายแจ้งว่าจะเป็นคนเลือกเอง ให้บอกไปว่าคุณจะเป็นผู้ติดต่อดำเนินการด้วยตัวเอง หากพบว่าประกันจากทางบริษัทเดิมให้ข้อเสนอที่ตอบโจทย์และโดนใจคุณจริง ๆ อย่าให้เจ้าหน้าที่ประกันมาตัดสินใจแทนคุณ เพราะอาจจะทำให้คุณพลาดสิ่งที่ดีกว่าที่คุณยังไม่ได้ศึกษาและลองเปรียบเทียบดูก็ได้

ส่วนลดประวัติดี ไม่ได้มีแต่ที่เก่า

ส่วนมากทางบริษัทจะมีส่วนลดประวัติดีสำหรับกรณีที่รถไม่เคลมเลยตลอดปีแรก การต่อประกันปีต่อมากับบริษัทเดิมจึงจะได้รับสิทธิพิเศษ จุดที่ได้ส่วนลดนี้ให้พิจารณาร่วมกับกับเงื่อนไขอื่น ๆ ประกอบด้วย หากคุณพึงพอใจก็เลือกต่อกับเจ้าเดิมได้เลย

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าส่วนลดประกันจากการไม่เคยเคลมเลยจะได้รับเฉพาะจากบริษัทเดิม คุณสามารถดูข้อเสนอประกันจากที่ใหม่ควบคู่ไปด้วยได้เพราะในปัจจุบันหน่วยงานประกันแทบทุกที่สามารถตรวจสอบข้อมูลลูกค้าร่วมกันได้ ถ้าคุณประวัติดีสามารถนำมาใช้ต่อรองกับบริษัทใหม่ได้เช่นกัน แต่ส่วนลดอาจจะไม่เท่ากับที่เก่า จึงจำเป็นที่จำต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าในด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วยนั่นเอง

การให้บริการของแต่ละบริษัท

หากคุณได้บริษัทประกันที่ให้วงเงินที่ประหยัด เบี้ยประกันจ่ายไม่แพง แต่กลับได้รับบริการที่ไม่น่าประทับใจต่าง ๆ เช่นเกิดอุบัติเหตุแล้วรับเรื่องช้า ใช้เวลาการรับเรื่องไม่รวดเร็วทันใจสมโฆษณา หรือว่ากว่าจะได้ดำเนินการใด ๆ ที่กลายเป็นว่าคุณต้องมาเสียเวลาจัดการด้วยตัวเองแทบทั้งหมดเพราะมันไม่ได้ดังใจเอาเสียเลย หากคุณเจอปัญหาเหล่านี้กับทางบริษัทประกันเดิมอาจจะถึงเวลาที่จะต้องทบทวนหาที่ใหม่ได้แล้ว หากจะได้ของถูก แต่ได้รับการบริการยอดแย่ ยอมไปเสียเงินที่อื่นเพิ่ม ซื้อความสบายใจจากที่ใหม่จะดีกว่า

นอกจากนี้ดูเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้แน่ใจเหมาะกับการใช้งานรถของคุณหรือไม่ เบี้ยประกันที่จ่ายไปให้ความสบายใจในการคุ้มครองขนาดไหน และอย่าลืมดูศูนย์ให้บริการที่มอบความสะดวกแก่คุณหรือเปล่า ถ้าจ่ายไปแพงแถมยังต้องไปวิ่งเข้าศูนย์ที่ไกลบ้านก็คงไม่ดีเท่าไหร่ หรือจะจ่ายถูกก็ต้องวิ่งไปรับบริการที่ไกลเกินไป มันจะคุ้มค่าหรือเปล่า

ต่อประกันรถยนต์ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

หากตัดสินใจแล้วว่าต้องการต่อประกันที่ไหน ขั้นตอนหลังจากนี้คือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง โดยเอกสารที่ต้องเตรียมการสำหรับการต่อประกันมีดังนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของเจ้าของรถ
  • สำเนาใบขับขี่ ของผู้ที่ระบุชื่อในกรมธรรมในกรณีระบุผู้ขับขี่
  • สำเนาคู่มือรถยนต์เล่มสีฟ้าหน้าปัจจุบัน
  • สำเนากรมธรรม์เล่มเดิม
  • ใบเตือนต่ออายุ (ถ้ามี)

อย่าคิดว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่เสียเวลาถ้าหากสุดท้ายอาจจะต้องเป็นการต่อประกันรถยนต์กับที่เดิมเพราะถือว่าได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดอย่างเต็มที่แล้ว ควรใช้เวลาในการศึกษาทบทวนข้อมูลสักนิด เพื่อประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีของผู้ใช้รถอย่างคุณเอง

 

ซื้อขายรถมือสอง

คำถามที่พบบ่อยเมื่อจะซื้อรถมือสอง

คำถามที่พบบ่อยเมื่อจะซื้อรถมือสอง จะซื้อรถมือสองทั้งที แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงบ้าง เพราะเป็นมือใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แบบมาก จะทำยังไงดีน้า คำถามก็มีมากมาย จะหาคำตอบแบบครบถ้วนได้ที่ไหน

บทความดีๆมาแนะนำสำหรับคนที่กำลังอยากซื้อรถมือสองค่ะ สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อรถยนต์มือสอง อาจเพราะเหตุผลที่มีราคาถูกกว่า และไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อรถยนต์มือหนึ่ง การซื้อรถยนต์มือสองถือเป็นทางเลือกที่ดีพอสมควร เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ จะถูกลง ในประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายน่าจะตัดจบไปได้เลย หากตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะซื้อ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไงบ้างและอาจะมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เราจะพาไปเจาะ คำถามที่พบบ่อยเมื่อจะซื้อรถมือสอง และล้วงคำตอบให้ทุกคนได้ทราบกันว่ามันจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

1.ต้องเช็กอะไรบ้าง?

สิ่งควรเช็กขณะเลือกรถมือสองนะคะ การเลือกรูปร่างหน้าตาภายนอก รุ่นรถ สี เป็นสิ่งที่ใช้ตาเปล่าเลือกได้อยู่แล้ว เราก็มองหารถรุ่นที่ใช่สำหรับเรา ต่อมาเราก็มาดูเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะด้านตัวเครื่อง การใช้งาน ความสมบูรณ์ของตัวรถคงต้องหาหลักฐานต่างๆ มายืนยันกันหน่อย ทำให้เราต้องสนใจและใส่ใจที่จะร้องขอเพื่อตรวจสอบ 5 สิ่งเหล่านี้

  • สมุดประวัติรถ

สิ่งนี้จะเป็นตัวตัดสินได้เลยว่าเจ้าของรถนั้นดูแลรถคันนี้ดีหรือเปล่า? เพราะสมุดประวัติรถจะแจกแจงว่ารถคันนี้ถูกบำรุงรักษาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ และเข้าศูนย์เพื่อเช็กระยะ เช็กตัวเครื่องอยู่เป็นประจำหรือเปล่า มากกว่านั้นรถคันนี้เคยซ่อมหรือเปลี่ยนอะไรตรงไหนบ้าง มีให้ครบ ถ้าคันไหนมีสมุดประวัติรถให้ ติ๊กผ่านได้เลย!

  • เลขไมล์รถและเลขตัวถัง

จะดูได้อย่างไรว่ารถคันนี้ใช้งานหนักหนาแค่ไหน ให้ดูที่เลขไมล์ สำหรับคนที่ไม่เคยซื้อรถมาก่อน สิ่งนี้สำคัญพอสมควร ซึ่งหากเป็นรถบ้านจริงๆ ไม่ควรเลือกที่มีเลขไมล์เกิน 30,000 กิโลเมตร และอย่าลืมเช็กตัวถังรถด้วย ข้อนี้ต้องใช้สกิลการจับผิดกันเล็กน้อย ใช้สายตาสอดส่องดูฝากระโปรง ตัวรถด้านหลัง สีด้านข้างรถ ทะเบียนรถว่ามีอะไรผิดปกติไปหรือไม่ บางคันอาจเคยเคลมมาก่อน หากเจ้าของรถไม่ได้บอก แล้วเราไปเจอบางจุดเข้า ก็โบกมือลาคันนี้ไปได้เลย

  • ช่วงล่างรถ เครื่องรถยนต์และเกียร์

ลองขอเจ้าของรถหรือที่เต้นท์สตาร์ทรถดู หรือทดลองขับดูก่อน ลองเข้าเกียร์ดูว่ามีสะดุดรึเปล่า และลองขับผ่านทางขรุขระดูว่าช่วงล่างยังแน่นยังดีอยู่ไหม พบเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ ถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรก็มั่นไปอีกเปราะนึงเนาะ

  • เบรคและยางรถ

รถมือสอง อาจขับจนยางสึก ดอกยางเหลือน้อย หรือไม่เคยได้รับการเปลี่ยนยางสักชุดเลย ให้เช็กดู พร้อมทำใจเรื่องผ้าเบรคไว้ด้วยก็ดี แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ เพื่อความอุ่นใจของเราเอง เบรคและยางเป็นส่วนสำคัญเลยทีเดียว

  • ห้องโดยสาร

เรื่องห้องโดยสารด้านในตัวรถ ใช้เซ้นส์ดูได้เลย แอร์เย็นไหม ปรับแล้วได้ตามที่ปรับรึเปล่า เบาะรถ คอนโซล กลิ่น และมีตรงไหนที่พังหรือเสียไหม เช็กให้เรียบร้อยทั้งหมด เพื่อความมั่นใจของเราค่ะ

2. ต้องถามอะไรกับคนขายรถ?

นอกจากเช็ครถเรียบร้อยแล้ว เราก็ควรมีคำถามกับทางคนขายรถด้วยเพื่อความชัวร์ ส่วนคำถามที่ควรถามจะมีอะไรกันบ้าง เราได้ลิสต์ไว้ให้แล้วค่ะ

-รถมีอุปกรณ์เสริมอะไรมาบ้าง
ถึงแม้จะบอกหรือไม่ได้บอกในประกาศก็เป็นสิ่งที่คุณควรจะต้องถาม โดยเฉพาะอุปกรณ์หลักๆ เช่น ครุยส์คอนโทรล กระจกไฟฟ้า เบาะปรับไฟฟ้า ระบบแอร์ เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์ออโต้ แอร์แบ็ค กระจกหลังปรับไฟฟ้า เป็นต้น เพราะเมื่อคุณถามอีกครั้ง คุณอาจจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับแต่ละอุปกรณ์มากขึ้นก็ได้

-รถคันนี้เคยชนมารึเปล่า
แน่นอนว่าส่วนมากมักจะตอบว่าไม่เคยโดน หรือโดนขีดข่วนบ้างแต่ไม่หนัก ดังนั้นคุณควรถามถึงรายละเอียดการชนแม้จะเล็กน้อย เช่น ซ่อมไปแพงรึเปล่า หรือว่าซ่อมนานรึเปล่า หรือว่าถามชื่ออู่ว่าซ่อมที่อู่ไหน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าคุณควรไปต่อกับรถคันนั้นหรือไม่

-ซื้อมือหนึ่งออกห้างเลยรึเปล่า
เพราะหากเป็นเจ้าของคนแรก คุณก็ไม่จำเป็นต้องหาประวัติจากที่อื่นๆ แต่หากว่าเป็นรถที่ซื้อต่อมาอีกที คุณอาจจะต้องไปตามประวัติก่อนหน้านี้เอง และถ้าผ่านมาหลายเจ้าของแล้ว ก็อาจจะมองหาตัวเลือกต่อไปได้

-ขับคันนี้ประจำเลยรึเปล่า
เพราะการได้คุยกับเจ้าของที่ขับรถคันนั้นเป็นประจำ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าเขาหรือเธอเป็นเจ้าของที่หมั่นดูแลเอาใจใส่รถที่คุณกำลังสนใจอยู่หรือไม่

-ทำไมถึงตัดสินใจขายรถแล้วล่ะ
ส่วนมากจะตอบว่า “กำลังจะซื้อคันใหม่” คุณอาจถามต่อได้เลยว่า “คันนี้ขับไม่สนุกแล้วหรอ” หากว่าฟังเหตุผลดูแล้ว ไม่เข้าทีก็ดูต่อที่คันถัดไปได้เลย

3.ต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่ในการจัดทำไฟแนนซ์?

ราคาก็จะตามแต่ไฟแนนซ์ที่นั้นส่วนใหญ่จะมีค่าโอนแสนละ 500 บาท 500,000 บาท ของราคาตัวรถ = 2,500บาท+ค่าดำเนินการต่างๆของไฟแนนซ์ไม่น่าเกิน 5,000บาท ส่วนที่เหลือที่จะงอกมาก็อยู่ที่ว่าคุณจะทำประกันชั้น1กับทางไฟแนนซ์ไปเลยหริอจะทำเองค่ะ

4. จะจองรถได้ยังไงนะ?

เมื่อเราได้รถที่ถูกใจแล้วให้เอาเงินไปจองไว้กับเต้นท์รถประมาณ 5,000 บาท แล้วขอเวลาจัดไฟแนนซ์กับเจ้าของรถ เผื่อเวลาไว้หน่อยบอกไว้10-15 วัน ถ้าจัดไฟแนนซ์ไดด้เสร็จทันเวลาก็ไปทำเรื่องซื้อรถได้เลย! ในใบจอง ควรระบุข้อมูลที่ชัดเจนถึงวันรับรถ และของแถมที่ได้รับทั้งหมด (ระบุด้วยว่าเป็นของแท้ หรือเทียม) ซึ่งถ้าขาดอะไรไป จะมีข้อเสียเปรียบได้ ดังนั้นให้เซลล์เขียนรายละเอียดทั้งหมดลงไป เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ในอนาคต

5. ประกันรถยนต์ควรทำชั้นไหนดี?

สอบถามเจ้าของรถหากเราซื้อรถมือสองแบบรถบ้าน แต่ถ้าซื้อกับเต็นท์รถยนต์มือสอง ต้องถามเลยว่าประกันรถยนต์ยังมีอยู่ไหม? หรือยกเลิกไปแล้ว ทีนี้พอได้คำตอบก็ได้เวลาเลือก หากรถมือสองที่จะซื้อมีอายุหลายปี ควรเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าสภาพรถยนต์จะยังดีเหมือนใหม่หรือใหม่ ซึ่งการเลือกทำแบบชั้น 1 จะทำให้เซฟค่าซ่อมรถได้ หากเกิดเหตุต้องเคลมขึ้นมา แต่หากคุณไม่ได้กังวลเรื่องนี้นัก เพราะสภาพรถมือสองที่กำลังจะซื้อนั้นใหม่เอี่ยม ถ้าเป็นแบบนี้ คุณไม่มีความจำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ก็ได้ เบี่ยงประเด็นความสนใจไปอยู่ที่ประกันรถยนต์ชั้น 2 และประกันรถยนต์ชั้น 3 แทน เพราะก็คุ้มครองได้เหมือนกัน ต่างกันที่ความคุ้มครองนิดหน่อย ส่วนที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงคือ ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ เนื่องจากประกันรถยนต์ชั้น 1 มีค่าเบี้ยที่แพงกว่าชั้นอื่นๆ

6.ดูเล่มรถอย่างไร

– ดูความเป็นเจ้าของในเล่มจะมีรายการความเป็นเจ้าของไว้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์คือใคร ผู้ครอบครองคือใคร

– ดูรายการบันทึกเจ้าหน้าที่ในหน้า 18 ว่ามีบันทึกการเปลี่นยแปลงหรือเพิ่มเติมอะไรบ้าง

7.เอกสารที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง?

1)สำเนาทะเบียนบ้าน ผู้ซื้อ/ผู้ขาย

2)สำเนาบัตร ผู้ซื้อ/ผู้ขาย

3)เล่มทะเบียน(ถ้าเจ้าของเดิมซื้อสดมา) สัญญาเช่าซื้อ(เจ้าของเดิมซื้อผ่อน)

4)เอกสารที่มารายได้ของคุณ

แบบแรกคือ มนุษย์เงินเดือน

-สลิปเงินเดือน

-รับรองเงินเดือน

-สมุดบัญชีธนาคารย้อนหลัง6เดือน

แบบที่ 2 คือทำธุรกิจส่วนตัว

-สมุดบัญชีเหมือนอันที่ยกตัวอย่างไปแล้ว

-ใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี)

-ใบเสร็จค่าเช่าสถานที่ ที่ใช้ในการทำอาชีพนั้น (ถ้ามี) เช่นขายของตลาดนัดต้องมีใบนี้แน่ๆ

-ใบสัญญา เช่นเหมือนข้างบนถ้าขายแบบแผงถาวรต้องมีแน่ๆ

-ภาพหน้าร้าน/อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาชีพ (หมายรวมถึงของที่ขายด้วยนะ)

 

เต้นท์รถ เชียงใหม่