ที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ ประเทศญี่ปุ่น อย่างเต็มตัวแล้ว ได้เวลาไปตามล่าจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นปอดที่ คามิโคจิ Kamikochi ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับทิวเขาและสายน้ำสุดอลังการจนได้รับสมญานามว่าเป็น Japan Alps นั่นเองค่ะ ใครที่ชอบโทนสีอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ร่วงตัดกับสีฟ้าของสายน้ำ ที่นี่เองค่ะที่ตอบโจทย์มากที่สุด อย่ารอช้า ตามเรามาเลยผาช่อ เชียงใหม่

เที่ยวญี่ปุ่น ชมวิวใบ้ไม้เปลี่ยนสี

Kamikochi

ท่ามกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,500 ใน จังหวัดนากาโนะ (Nagano) ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของ คามิโคจิ (Kamikochi) แหล่งธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่และแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำอาซุสะ (Azusa River)
แม่น้ำสีฟ้าใสแจ๋วที่ทอดยาวตลอดหุบเขา เป็นจุดชมวิว Japan Alps ที่สวยงามที่สุด และขนานนามว่าเป็น สวิสเซอร์แลนด์แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ใครๆ ก็อยากไปชมความงดงามเหล่านี้ด้วยตาตนเอง

เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่าง เมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) และ ทาคายามะ (Takayama) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมไปเที่ยวแบบ One Day Trip แต่ใครที่อยากจะพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในอุทยาน ที่นี่ก็มีจุดกางเต็นท์และที่พักให้บริการเช่นกัน

ฤดูกาลที่เหมาะกับการไปเที่ยว คามิโคจิ Kamikochi

การจะไปเที่ยว คามิโคจิ นั้น สิ่งที่ควรรู้เป็นอย่างแรกเลยคือ ที่นี่เปิดให้ท่องเที่ยวเพียงปีละ 7 เดือน ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึง กลางเดือนพฤศจิกายนเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่มีแพลนไปเที่ยวคามิโคจิในช่วงฤดูหนาวอาจจะได้ไปเสียเที่ยว เพราะจะเป็นช่วงที่ทางอุทยานจะปิดทำการเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัดยังไม่เหมาะแก่การไปเที่ยวในช่วงนั้นอีกด้วย

เสน่ห์ของคามิโคจิจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดู แต่ช่วงพีคที่สุดของการมาเที่ยวที่นี่ก็คือช่วง ฤดูร้อน และ ฤดูใบไม้ร่วง ใครที่ชอบความเขียวขจีของป่าเขา ท้องฟ้แจ่มใส อากาศอบอุ่นหน่อยก็ต้องไปในช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นฤดูกาลแห่งการปีนเขาของคนที่นี่ สายผจญภัยรักธรรมชาติห้ามพลาดเลยแหละ ส่วนใครที่ชอบอากาศเย็นๆ และสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็ต้องมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน บอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน และจะสวยที่สุดในช่วงปลายเดือนตุลาคมค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เหล่าต้นไม้จะระเบิดสีสันออกมาอย่างเต็มที่ ตัดกับภูเขาหิมะและสายน้ำสีฟ้าของแม่น้ำอาซุสะได้เป็นอย่างดีเลย

คามิโคจิ Kamikochi

ไฮไลท์ในคามิโคจิ

มาถึง คามิโคจิ ยังไงก็ต้องไปถ่ายรูปกับ สะพานกัปปะ (Kappa Bridge) ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำอาซุสะพร้อมกับทิวทัศน์ของภูเขาทางด้านหลัง ถือเป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปยอดฮิตของที่นี่ ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้ทุกต้นจะพร้อมใจกันผลัดใบเป็นสีแดง สีส้ม สีเหลือง ไล่สีอย่างสวยงามอลังการที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมี ภูเขายาเกะดาเกะ (Mt.Yake-dake) พิกัดสุดท้าทายสำหรับสายลุยให้ไปปีนเขาชมธรรมชาติให้เต็มที่

ในคามิโคจิมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลักๆ อยู่ 2 เส้น เส้นทางแรกคือ เส้นทางระหว่าง บึงไทโช (Taisho Pond) กับ สะพานกัปปะ ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร สำหรับใครที่มีเวลาอยากดื่มด่ำกับธรรมชาตินานๆ ก็แนะนำให้ไปยังเส้นทาง บึงไทโช ไปจนถึง สะพานเมียวจิน (Myojin Bridge) ในระยะทาง 7 กิโลเมตร เราจะได้ชมธรรมชาติอันร่มรื่นของป่าเขา รวมถึงทักทายกับน้องลิงก้นแดงที่จะออกมาให้เราเห็นหน้าค่าตาเป็นระยะ เพลิดเพลินไปอีกแบบค่ะ แต่ขอเตือนเลยว่าให้เช็คสภาพอากาศมาให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก เตรียมร่ม ชุดกันฝน และรองเท้ากันน้ำมาให้พร้อม เพราะเท้าของคุณอาจจะจมน้ำได้ และหนาวเย็นสุดๆ เลยแหละ

การเดินทางไป คามิโคจิ

เราสามารถเลือกเดินทางไป คามิโคจิ ด้วยรถบัสหรือรถไฟก็ได้ หากนั่งรถบัสตรงมาจาก โตเกียว ให้ไปขึ้นที่สถานีต่างๆ เช่น ชินจูกุ (Shinjuku)ไฮโล โตเกียว (Tokyo) และ ชิบูย่า (Shibuya) ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมง สำหรับใครที่อยากประหยัดเวลา แนะนำให้มาทางรถไฟ โดยไปขึ้น รถไฟด่วนพิเศษอาซึสะ (Azusa) ที่ สถานทีชินจูกุ (Shinjuku Station) เพื่อมาลงที่ สถานีมัตสึโมโตะ (Matsumoto Station) ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นให้ไปซื้อตั๋วรถบัสในสถานีเพื่อต่อรถไปยัง คามิโคจิ โดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง 50 นาที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *